ลดความอ้วน 1 เดือน วันนี้ขอแนะนำสูตรหรือโปรแกรมลดน้ำหนัก

ลดความอ้วน 1 เดือน วันนี้ขอแนะนำสูตรหรือโปรแกรมลดน้ำหนัก ลดความอ้วน ด้วยตัวเอง มีทั้งหมด 6 สูตรด้วยกัน เลือกนำสูตรลดน้ำหนักนี้ไปใช้ได้เลย ลดความอ้วน 1 เดือน.

ลดความอ้วน 1 เดือน
ลดความอ้วน 1 เดือน โดยทุกสูตรลดความอ้วนด้วยการควบคุมอาหารและออกกำลังกายนี้สามารถลดน้ำหนัก ลดหุ่น ลดพุง ได้จริง เห็นผลตั้งแต่ 2 สัปดาห์ถึงหนึ่งเดือน เลือกทำตามสูตรใดก็ได้ ที่สำคัญคือความมุ่งมั่นและอดทนของตัวเราเอง ความสม่ำเสมอในการควบคุมอาหารเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เรามาดูแต่ละสูตรกันดีกว่า
สูตรลดน้ำหนัก 6 สูตร

สูตรที่ 1 ลด 7-8 กิโลกรัมใน 2 สัปดาห์

1. มื้อเช้า กินไข่ต้ม 1 ฟอง กินได้ทั้งไข่แดงและไข่ขาว หรือทานโยเกิร์ต 1 ถ้วย แทน
2. มื้อกลางวัน กินสลัดผัก 1 จาน ถ้าไม่ชอบสลัดให้ทานส้มตำ 1 จาน (ไม่หวาน) แทน
3. มื้อเย็น กินแอปเปิ้ล 1 ผล หรือแฮมนึ่ง 1-2 แผ่น แทนได้
4. งดอาหารหลัง 6 โมงเย็น ถ้าหิวให้ดื่มน้ำมากๆ แทน
5. เต้นแอโรบิก 60 นาที อย่างน้อย 4 ครั้งต่อสัปดาห์

สูตรที่ 2 ลด 3-5 กิโลกรัมใน 2 สัปดาห์ลดความอ้วน 1 เดือน

1. กินอาหารวันละ 700-800 แคลอรี่
2. กินสลัดผัก หรือผลไม้ 2 ผลหรือกินไข่ต้ม 1 ฟองเป็นมื้อเย็น
3. งดอาหารหลัง1 ทุ่ม ถ้าหิว ให้กินผลไม้ 1 ผลหรือโยเกิร์ต 1 ถ้วย
4. ว่ายน้ำอย่างน้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์
5. เต้นแอโรบิก 40-60 นาทีทุกวันลดความอ้วน 1 เดือน

สูตรที่ 3 ลดน้ำหนัก 5-7 กิโลกรัม ได้ผลใน 3 สัปดาห์

1. มื้อเช้ากินโยเกิร์ต 1 ถ้วย (โยเกิร์ตจะช่วยเรื่องการขับถ่าย ให้พลังงานน้อย และดีต่อสุขภาพ)
2. มื้อกลางวันกินก๋วยเตี๋ยวน้ำ 1 ชามเท่านั้น
3. มื้อเย็นกินผักจิ้มน้ำพริก ทานข้าวนิดหน่อย งดข้าวได้ยิ่งดี ถ้าหิวหลังจาก 1 ทุ่มให้กินผลไม้ได้ 1 ผล (แต่ไม่ใช่กินทุเรียน มะม่วง หรือผลไม้ที่หวานมาก) ควรเป็นแอบเปิ้ลหรือส้ม
4. เปิดเพลง เต้นรำในจังหวะเร็วๆ 60 นาที วันเว้นวัน หรือวิ่งจ็อกกิ้ง 45 นาทีแทน
5. ว่ายน้ำ 60 นาที 2 ครั้งต่อสัปดาห์

สูตรที่ 4 ลด 3-5 กิโลกรัมใน 4 สัปดาห์

1. กินอาหารไม่เกินวันละ 1000 แคลอรี่ ตัวอย่างปริมาณแคลอรี่ในอาหารเช่น
นมไขมันต่ำ 1 ถ้วย ให้พลังงาน 240-250 แคลอรี
โยเกิร์ตไขมันต่ำ 1 ถ้วย ให้พลังงาน 125 แคลอรี
โยเกิร์ต 1 ถ้วย ให้พลังงาน 140-150 แคลอรี
เนย 50 กรัม ให้พลังงาน 300 แคลอรี
ไข่ต้ม 1 ฟอง ให้พลังงาน 80 แคลอรี
ไข่เจียว 2 ฟอง ให้พลังงาน 90-100 แคลอรี
2. งดของทอดๆ ที่ใช้น้ำมันปริมาณมากๆ
3. ของหวานกินได้สัปดาห์ละครั้งเท่านั้น
4. ว่ายน้ำ 1 ชั่วโมงเต็ม สัปดาห์ละ 2 ครั้ง
5. เต้นแอโรบิก 40-60 นาที วันเว้นวัน

สูตรที่ 5 ลด 6-8 กิโลกรัมใน 1 เดือน

1. กินไข่ต้ม 1 ฟองหรือน้ำเต้าหู้ 1 ถ้วยเป็นมื้อเช้าเท่านั้น
2. มื้อกลางวันกินอาหารได้ 1 จาน แต่มื้อเย้นกินแค่แอปเปิ้ลเขียว 1 ผลหรือสลัดผัก 1 จานเล็กๆ เท่านั้น
3. งดอาหารหลัง 1 ทุ่มตรง ถ้าหิวให้กินโยเกิร์ต 1 ถ้วย
4. กระโดดเชือก 60 นาที 2 ครั้งต่อสัปดาห์
5. เต้นแอโรบิก 60 นาที 4 ครั้งต่อสัปดาห์

สูตรที่ 6 ลด 9-10 กิโลกรัมใน 1 เดือน

1. กินผักผลไม้หรืออาหารนึ่งๆ ต้มๆ เป็นมื้อเช้าและมื้อเย็น
2. กินก๋วยเตี๋ยว ข้าวต้ม หรือส้มตำเป็นอาหารกลางวัน
3. งดอาหารหลัง 1 ทุ่ม ถ้าหิวให้กินส้มได้ 1 ผล
4. เต้นรำด้วยเพลงเร็วๆ 60 นาที 4 ครั้งต่อสัปดาห์
5. ตีแบตมินตัน 60 นาที หรือวิ่งจ็อกกิ้ง 60 นาที 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ลดความอ้วน 1 เดือน.

วิธีกินวิตามินซี ผลวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวิตามินซี

วิธีกินวิตามินซี ผลวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวิตามินซี นักวิทยาศาสตร์ทำการค้นคว้าและพบว่า วิตามินซีช่วยป้องกันไม่ให้คอลลาเจนที่มีความอ่อนแอ และไวต่อความเสียหาย อีกทั้งยังช่วยตรวจสอบโครงสร้างของคอลลาเจนในผิวให้มีสสุขภาพที่ดีอยู่ตลอดเวลา วิตามินซี กินตอนไหน ก็ตาม จะยังสามรารถช่วยในการรักษาบาดแผล การศึกษาพบว่า เมื่อให้ผู้ป่วยที่บาดเจ็บการการเผาไหม้ทานวิตามินซี ในปริมาณที่สูง จะสามารถช่วยซึมผ่านเส้นเลือดฝอยนำเลือดเข้าไปหล่อเลี้ยงในบริเวณที่ถูกเผาไหม้ และยังช่วยขับของเสียจากผิวบริเวณนั้นออกมาอีกด้วย วิธีกินวิตามินซี.

วิธีกินวิตามินซี

วิธีกินวิตามินซี ในการศึกษาว่า วิธีกินวิตามินซี ที่ดีที่สุดนั้นพบว่า ควรทำการทานวิตามินซีปริมาณ 2000 มิลลิกรัม พบว่า วิตามินซี กินตอนไหน ก็ได้ในหนึ่งวันจะช่วยเพิ่มความต้านทานต่อการถูกแดดเผามากขึ้นถึง 20 % และในระยะเวลา 8 วัน หลังการทานวิตามินซี โอกาสการเกิดผิวอักเสย และเสียหายจากการถูกแดดเผาจะลดน้อยลงวิธีกินวิตามินซี
วิธีการทารประทานวิตามินอย่างถูกต้อง เพื่อการบำรุงผิวพรรณอย่างเหมาะสม คุณควรมีวิธีกินวิตามินซี โดยการทานอาหาร หรือการทานวิตามินซีในรูปแบบของอาหารเสริมอย่างเหมาะสมวิธีกินวิตามินซี

 

ถ้าหากเป็นในวิยผู้ใหญ่ โดยพื้นฐานพวกเขาจะต้องการวิตามินซีอยู่ที่ประมาณ 40 มิลลิกรัม ส่วนผู้ที่สูบบุหรี่อยู่เป็นประจำ ร่างกายจะมีความต้องการวิตามินซีมากขึ้น เนื่องจากการสูบบุหรี่จะบั่นทอนวิตามินในเนื้อเยื่อของร่างกาย และในระบบไหลเวียนโลหิต ในส่วนของความงามแล้ว ควรทำการวิตามินซีจำนวนมากกว่า 1000 มิลลิกรัม ขึ้นไป เพื่อให้ร่างกายสามารถนำไปใช้ในการบำรุงผิวพรรณ ทั้งภายใน และภายนอกได้อย่างทั่วถึงนั่นเอง ส่วนเวลาในการทานนั้นจะทำตอนไหนก็ได้ ขอเพียงแค่ทานเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอทุกวันก็ถือว่าเพียงพอแล้ว ดังนั้นสามารถสรุปได้ว่า เคล็ดลับวิธีกินวิตามินซีนั้น ก็ไม่ยาก เพียงแค่รับประทานวิตมินซีในปริมาณที่เหมาะสม เป็นประจำทุกวันเท่านั้นเองวิธีกินวิตามินซี.

วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี วันนี้เราจะมาพูดถึงการเพิ่มความขาวด้วยวิธีดังกล่าว

วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี วันนี้เราจะมาพูดถึงการเพิ่มความขาวด้วยวิธีดังกล่าว และไขข้อข้องใจว่าการรับประทานวิตามินบำรุงผิว กระจ่างใส ซึ่งเป็นอีกวิธีที่นิยมกันมากนั้นได้ผลจริงหรือไม่ จะช่วยให้คุณขาวอย่างเป็นธรรมชาติจากข้างในได้อย่างไร และมีวิตามินอะไรบ้างที่จะช่วยให้ผิวสวยแป๊ะ ถ้าพร้อมแล้วมาเริ่มกันเลย วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี.

วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี

วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี วิตามินบํารุงผิว กระจ่างใสวิตามินซี ยี่ห้อไหนดี
1.วิตามินซี (Vitamin C) ตัวแรกเป็นวิตามินที่ขึ้นชื่อเรื่องการบำรุงผิง กระจ่างใส เพราะมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ เป็นสารอาหารที่ช่วยเพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจนในชั้นผิว ทำให้ผิวแน่น มีความยืดหยุ่นที่ดีขึ้น จึงทำให้ผิวเต่งตึง แถมยังช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้น เพราะวิตามินซีช่วยให้ผิวมีกระบวนการซ่อมแซมและรักษาตัวเองได้ดี โดยไปเสริมสร้างผนังเซลล์ ทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง และต่อต้านการอักเสบ ช่วยทำให้จุดดำจุดแดง หรือรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิวหายได้เร็ว ใบหน้าที่หมองคล้ำ จึงกลับมาสดใสมากขึ้นวิตามินซี ยี่ห้อไหนดี
2.วิตามินรวม จะประกอบด้วยวิตามินตั้งแต่เอถึงซี (A-Z) เลยทีเดียว ถ้าหากว่าคุณเป็นคนที่ทำงานหนักมากจนไม่ค่อยมีเวลารับประทานอาหาร โดยเฉพาะให้ได้ครบทั้ง 5 หมู่ หรือไม่ค่อยได้รับประทานผักผลไม้สดๆ การรับประทาน วิตามินรวมเสริม ก็จัดว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายโดยรวม และช่วยให้สุขภาพผิวดีขึ้น
3.น้ำมันปลา (Fish oil) ช่วยต่อต้านการอักเสบในร่างกาย เล่ากันไว้ว่า การแก่นั้นเกิดจากการอักเสบระดับเซลล์ซึ่งเราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ดังนั้น การรับประทานน้ำมันปลา ซึ่งมาการ อีพีเอ (EPA) และดีเอชเอ (DHA) สูง จะช่วยลดการอักเสบและอีกทั้งชะลอความชราได้ ทำให้สุขภาพผิวดี ขาวขึ้นได้อย่างใจหมาย นอกจากนี้ยังมีประโยชน์อื่นๆอีกมากมาย เช่น ช่วยลดคลอเรสเตอรอลในเลือด เป็นต้น
4.แอสตาแซนธิน (Astaxanthin) เป็นสารในกลุ่มแซนโทรฟิลล์ / ตระกูลแคโรทีนอยด์ (Xanthophyll group / Carotenoid family) พบได้ทั่วไปในธรรมชาติ เป็นสารสีแดงที่พบในปลาแซลมอน ไข่ปลาคาเวียร์ เปลือกกุ้งปู และ Microalgae Haematococcus Pluvialis ร่างกายไม่สามารถสร้างสารชนิดนี้ขึ้นเองได้ เราจะได้รับสารชนิดนี้จากอาหารที่รับประทานเข้าไป ในปริมาณที่น้อยมาก เช่น ปลาแซลมอน 200 กรัม จะมีแอสตาแซนธิน เพียง 1 มิลลิกรัม อย่างไรก็ดี แอสตาแซนธินเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยม จึงเหมาะสมในการใช้บำรุงผิว กระจ่างใสเป็นอย่างยิ่ง
5.โคเอนไซม์คิวเทน ประกอบด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายแขนง มีส่วนช่วยในการชะลอริ้วรอยบนใยหน้าได้ด้วย โดยเฉพาะโคเอนไซม์คิวเท็น ซึ่งเป็นโคแฟกเตอร์ที่ช่วยทำให้ผิวไม่ถูกอนุมูลอิสระจากแสงยูวีทำร้าย และเบต้าแคโรทีน ซึ่งเปรียบเสมือนสารกันแดดจากภายใน ทั้งนี้ ควรเลือกรับประทานคิวเท็นในตอนเช้าหลังมื้ออาหาร วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี.

ออกกำลังกายลดน้ำหนัก ความอ้วนหรือน้ำหนักเกินเป็นภาวะที่ไม่พึงปรารถนา

ออกกำลังกายลดน้ำหนัก ความอ้วนหรือน้ำหนักเกินเป็นภาวะที่ไม่พึงปรารถนา ของบุคคลทุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ เพราะภาพพจน์ที่ปรากฏออกมานั้นนอกจากจะสร้างความอึดอัด อุ้ยอ้าย เทอะทะไม่คล่องตัวแล้ว ยังทำให้อวัยวะภายในร่างกายต้องทำงานหนัก เสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคหัวใจ เบาหวาน แรงดันเลือดสูง เส้นเลือดขอด ไขมันอุดตันหลอดเลือด ส่วนภาพพจน์ในสายตาผู้อื่นจะสะท้อนให้เห็นว่า บุคคลนั้นขาดความเอาใจใส่ดูแลสุขภาพและบุคลิกภาพ ขาดความมั่นใจ จึงไม่สามารถควบคุมน้ำหนักและทรวดทรงให้น่าดูได้ ออกกำลังกายลดน้ำหนัก.

ออกกำลังกายลดน้ำหนัก

ออกกำลังกายลดน้ำหนัก คนอ้วนเกือบจะเรียกได้ว่าทุกคนถ้าถามว่าอยากลดความอ้วนหรือไม่ มักจะตอบได้ทันทีว่าต้องการลด และหลายคนก็ได้พยายามลดน้ำหนักมาแล้ว แต่ลดได้ชั่วระยะหนึ่ง พอเผลอตามใจปากขาดการควบคุมอารมณ์ก็มักจะเรียกน้ำหนักกลับคืนมาในเวลาไม่นานนัก คนอ้วนจึงพยายามแสวงหาวิธีลดน้ำหนักด้วยวิธีการต่างต่าง นานา

การลดความอ้วนนั้นเป็นเรื่องไม่ยาก ท่านสามารถลดน้ำหนักภายในเวลา 1-3 เดือนอย่างรวดเร็ว แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรจึงจะควบคุมน้ำหนักให้พอเหมาะตลอดไป หรือที่เรียกว่าเป็นการลดน้ำหนักอย่างถาวรตลอดชีวิต คำตอบก็ไม่ยากเช่นกัน แต่จุดที่ยากที่สุดคือ เวลาปฏิบัติจะทำได้หรือไม่ จะทำได้จริง ทำต่อเนื่อง ทำจนเป็นนิสัย ทำอย่างมีเหตุผล และทำอย่างมีหลักการได้อย่างไร

หลักในการลดความอ้วนนั้นก็มีอยู่ง่าย ๆ ดังนี้

1. การลดน้ำหนักควรใช้วิธีควบคุมน้ำหนักอย่างมีเหตุผล รู้จักวิเคราะห์ วินิจฉัย ประเมินสาเหตุและผลลัพธ์ เข้าใจว่าความอ้วนเกิดขึ้นได้อย่างไร จะควบคุมด้วยวิธีไหน และจะเลือกวิธีใดที่เหมาะกับตัวเอง

2. ในการลดน้ำหนักควรเข้าใจว่าเรื่องของน้ำหนักเป็นผลมาจากปัจจัยหลายด้าน การลดจึงควรใช้รูปแบบผสมผสานตั้งแต่การควบคุมทางโภชนาการ การออกกำลังกาย การสร้างกำลังใจ และการระบายความเครียดที่ถูกต้องออกกำลังกายลดน้ำหนัก

3. การลดควรตั้งเป้าหมายอย่างค่อยเป็นค่อยไป ลดในอัตราสัปดาห์ละครึ่งกิโลกรัม หรือเดือนละสองกิโลกรัม การลดแบบค่อย ๆ ทำไปนี้จะช่วยให้ร่างกายค่อย ๆ ปรับตัวตามไป ไม่ทุรนทุรายจนหมดความอดทนจนต้องหวนกลับไปอ้วนอีก

4. ถ้าไม่สามารถลดน้ำหนักด้วยตนเอง หรือลองมาหลายวิธีแล้วไม่ได้ผลดี ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะวิธีลดน้ำหนักอย่างถาวรนั้นคือ การเปลี่ยนรูปแบบของวิถีชีวิตที่เป็นอยู่ในชีวิตประจำวันด้วยการกินที่พอเหมาะ การออกกำลังกายอย่างเพียงพอ และความตั้งใจกำลังใจที่กลายเป็นวินัยควบคุมตนเองจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา

5. การบันทึกแสดงสัดส่วนของร่างกายเป็นระยะ เช่น บันทึกน้ำหนัก ส่วนรอบของอก-เอว ตะโพก ไว้เป็นรายเดือนหรือทุกสามเดือน ถ้าสามารถแสดงเป็นกราฟหรือถ่ายภาพเปรียบเทียบไว้ ก็จะช่วยให้ท่านมองเห็นผลสำเร็จหรือล้มเหลวของการควบคุมน้ำหนัก

6. การดูแลสุขภาพและสุขภาพจิตขั้นพื้นฐานเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักลดน้ำหนัก เพราะร่างกายและจิตใจสัมพันธ์กัน ถ้าสุขภาพโดยทั่วไปของท่านสุขกายสบายใจจะช่วยให้ภาวะการควบคุมน้ำหนักเป็นไปด้วยดี อารมณ์มั่นคง การควบคุมวินัยของตนเองจะทำได้ดีกว่าในช่วงที่ร่างกายอ่อนแอหรืออารมณ์หงุดหงิด

คนอ้วนจะออกกำลังกายอย่างไร

ในส่วนของการออกกำลังกายนั้นจะช่วยให้การควบคุมน้ำหนักได้ผลเร็วขึ้น ถ้าใช้ควบคู่กับการจำกัดอาหาร แต่ถ้าใช้วิธีออกกำลังกายอย่างเดียวจะต้องฝึกอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างหนัก (ประมาณร้อยละ 70 ของความสามารถในการฝึกของท่าน) หรือที่เรียกว่าวิธีการออกกำลังกายอย่างแอโรบิค (ฝึกนานอย่างน้อย 30-45 นาทีติดต่อกัน หัวใจเต้นประมาณ 120-130 ครั้งต่อนาที) ซึ่งต้องทำเป็นประจำทุกวัน, วันเว้นวัน หรืออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน ทำให้บางคนหมดความอดทนที่จะออกกำลังกาย หรือมีข้อแก้ตัวนานาประการ เช่น ไม่มีเวลา, ไม่มีสถานที่, ไม่มีอุปกรณ์ เป็นต้น

หลักการออกกำลังกายของคนอ้วนมีดังนี้

1. ถ้าใช้วิธีออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญแคลอรี่ให้ได้ผลจะต้องฝึกให้ใช้พลังงานวันละ 500 แคลอรี่ (เช่น วิ่งเหยาะติดต่อกัน 30-45 นาที , เต้นแอโรบิคแดนซ์ 45 นาที, เล่นฟุตบอล 60 นาที, ว่ายน้ำ 30 นาที) จะสามารถลดน้ำหนักได้สัปดาห์ละประมาณ ครึ่งกิโลกรัม

2. ถ้าใช้วิธีออกกำลังกายควบคู่กับการจำกัดอาหารควรฝึกออกกำลังกายที่ใช้พลังงานวันละ 250 แคลอรี่ (วิ่งเหยาะประมาณ 15 นาที , แอโรบิคแดนซ์ 25-30 นาที, ว่ายน้ำ 12-15 นาที, เดินเร็ว 45 นาที) และตัดพลังงานออกจากอาหารวันละ 250 แคลอรี่

3. การออกกำลังกายควรใช้กล้ามเนื้อชิ้นใหญ่ ได้แก่ บริเวณลำตัว, แขน, ขา และหลัง

4. การออกกำลังกายที่จะเผาผลาญไขมันได้แท้จริงต้องออกกำลังกายเป็นเวลา 2 ชั่วโมงขึ้นไป เช่น วิ่งมาราธอน ดังนั้นการออกกำลังกายใด ๆ ที่อ้างว่าละลายไขมันจึงเป็นไปไม่ได้ เพราะไขมันจะถูกเผาผลาญต้องเป็นไปตามกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางเคมีภายในร่างกาย การใช้เครื่องปั่นตะโพก,สายรัดหน้าท้อง, แผ่นยางร้อนวางไว้ที่หน้าท้อง การบริหารกายเฉพาะส่วน เช่น ลุก-นั่ง (ซิต-อัพ) จึงไม่มีผลในการเผาผลาญไขมัน ซึ่งถ้าจะใช้วิธีการออกกำลังกายในลักษณะนี้คนอ้วนทั่วไปจะทำไม่ได้ เนื่องจากต้องใช้ความพยายามสูง และอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพอันเป็นผลมาจากความไม่เคยชินกับสภาพการฝึกหนักเช่นนี้

5. ควรปรับวิถีชีวิตให้เป็นคนคล่องแคล่วว่องไว เดินแทนการใช้รถยนต์หรือลิฟต์ โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหารควรได้เดินยืดเส้นยืดสายเพื่อช่วยสร้างนิสัยให้เป็นคนคล่องตัว, กระฉับกระเฉง

6. การออกกำลังสำหรับคนอ้วนต้องระวังการกระแทกหรือการกระโดด ซึ่งจะทำให้ข้อเข่าอักเสบเพราะทานแรงกดของน้ำหนักตัวที่กดลงมาตรงข้อเข่าไม่ได้ กระโดดเชือกจึงไม่เหมาะสำหรับคนอ้วน

7. การออกกำลังกายที่ดีที่สุดสำหรับคนอ้วนที่เริ่มต้นออกกำลังกายหรือจะใช้ตลอดไปก็คือ การเดินทุกวัน วันละ 30 นาทีติดต่อกัน เดินในลักษณะเดินเร็ว แกว่งแขนให้สลับกับเท้าที่ก้าวเดิน สาวเท้ายาว เหวี่ยงแขนสูง จะเดินช่วงเช้าหรือเย็นก็ได้ ถ้าเป็นเวลาเดียวกันทุกวันจะสร้างนิสัยความเคยชินให้กับร่างกายได้ดีกว่าการเดินตามสะดวกใจ และควรบรรจุการเดินเร็ววันละ 30 นาที ให้เป็นกิจกรรมส่วนหนึ่งของชีวิต ฝึกให้ได้ทุกวันจนทำเป็นอัตโนมัติ โดยอาจเปิดเพลงประกอบ ฟังวิทยุชนิดที่เสียบหูฟังได้ (ซาวน์อเบาด์) เดินในสวนสาธารณะ เดินชายทะเล หรือเดินในบรรยากาศที่เอื้ออำนวยให้เดินอย่างสุขใจออกกำลังกายลดน้ำหนัก

8. ถ้าเป็นการเล่นกีฬาควรอบอุ่นร่างกายก่อนเล่น 5 นาที ฝึก 20-25 นาที และผ่อนคลายอีก 5 นาที เช่นว่ายน้ำ แบดมินตัน เทเบิลเทนนิส เทนนิส สค็อช ฝึกให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง การเล่นกอล์ฟสัปดาห์ละ 1 ครั้งไม่ได้ผลดีต่อการลดน้ำหนัก เพราะขาดความต่อเนื่องในเรื่องความสม่ำเสมอของเวลา

9. การเลือกกิจกรรมการออกกำลังกายถ้าเลือกได้หลากหลายวิธี วิธีที่ง่าย วิธีที่สะดวก ทำแล้วใจสบาย ฝึกแล้วได้ผลดีมีความก้าวหน้า ทำตามความถนัดและความสนใจจะเกิดแรงจูงใจให้ฝึกด้วยความสนุกสนานพึงพอใจและทำให้ฝึกได้ต่อเนื่อง ไม่เลิกหรือถอนตัวกลางคันเพราะเซ็งหรือเบื่อหน่ายไปเสียก่อน

10. สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับคนอ้วนก่อนเข้าโปรแกรมออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา ควรพบแพทย์ตรวจสุขภาพเพื่อทราบข้อจำกัดของตัวเอง จะได้ป้องกันและฝึกด้วยความปลอดภัย ออกกำลังกายลดน้ำหนัก.

วิตามินผิวขาว ประโยชน์จากวิตามินซีนั้นมีมากมายสารพัด

วิตามินผิวขาว ประโยชน์จากวิตามินซีนั้นมีมากมายสารพัด ไม่ว่าจะช่วยปกป้องเซลล์ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เพิ่มความแข็งแรงของเนื้อเยื่อในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับเส้นเอ็นและคอลลาเจน ทั้งยังมีฤทธิ์ในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยม นอกจากนี้ วิตามินซียังมีประโยชน์ด้านอื่นๆอีก วิตามินผิวขาว.

วิตามินผิวขาว

วิตามินผิวขาว
1.แก้โรคหวัด หากเริ่มรับประทาน วิตามินซี ตั้งแต่เริ่มแรกที่เห็นอาการของโรคหวัด จะช่วยให้อาการป่วยลดความรุนแรงและหายได้เร็วขึ้น มีการศึกษาเมื่อปี 1995 พบว่าหากรับประทาน วิตามินซี 1,000-6,000 มิลลิกรัมต่อวัน ตั้งแต่เริ่มมีอาการของโรคหวัด จะช่วยให้หายได้เร็วขึ้นร้อยละ 21 ทั้งนี้ ยังไม่มีรายงานว่าวิตามินซีสามารถช่วยป้องกันโรคหวัดได้
2.เพิ่มความต้านทานต่อโรคหัวใจ โดยการไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมระดับคลอเรสเตอรอลในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรับประทานร่วมกับวิตามินอี มันจะไปลดการเกาะตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด ซึ่งเป็นที่มาของโรคหัวใจนั่นเองวิตามินผิวขาว
3.ป้องกันและต่อสู้กับมะเร็ง มีการศึกษาอย่างมากในเรื่องนี้แต่ก็ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน โดยยังมีการถกเถียงกันอย่างมากเกี่ยววิตามินซีกับการป้องกันและต่อสู้กับโรคมะเร็ง แต่เนื่องจากวิตามินเป็นสารต่ออนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยม จึงสามารถยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งได้วิตามินผิวขาว
4.ป้องกันโรคต้อกระจก เนื่องจากวิตามินซีสามารถช่วยปกป้องเลนส์ตาจากอันตรายต่างๆ เช่น ควันบุหรี่ แสงอุลตร้าไวโอเลตที่เป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดโรคต้อกระจก ทั้งยังมีการศึกษาหนึ่งพบว่าผู้หญิงที่รับประทานวิตามินซีมาอย่างน้อย 10 ปี มีความเสี่ยงที่จะมีอาการเลนส์ตาขุ่นมัวซึ่งเป็นอาการเริ่มแรกของโรคต้อกระจก ลดลงถึงร้อยละ 77
5.บรรเทาอาการแพ้ หอบหืด ไซนัส โดยธรรมชาติแล้ววิตามินซีมีคุณสมบัติเป็นสารต่อต้านภูมิแพ้ต่างๆ เช่น ฝุ่นละออง เกษรดอกไม้ ซึ่งอาการแพ้เหล่านี้ก็เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของโรคไซนัส ที่สำคัญคือมีการศึกษาค้นคว้าพบว่า วิตามินซีช่วยป้องกันและทำให้อาการหอบหืดดีขึ้น
6.ช่วยป้องกันอาการไมเกรน เมื่อรับประทานร่วมกับ pantothenic acid โดยวิตามินซีจะเข้าไปช่วยในการต่อสู้กับความเครียดได้ดีขึ้น
7.ช่วยเรื่องความจำ โดยวิตามินซีจะช่วยรักษาสภาพของเซลประสาทและจะได้ผลดียิ่งขึ้นหากรับประทานร่วมกับอาหารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ เช่น วิตามินอี แคโรทีน กิงโกะไบโลบ้า และโคเอนไซม์ Q10 วิตามินผิวขาว.

รอยแตกลาย ปัญหารอยแตกลายบนผิวหนังเป็นปัญหาน่ากวนใจ

รอยแตกลาย ปัญหารอยแตกลายบนผิวหนังเป็นปัญหาน่ากวนใจ ที่ไม่มีใครอยากเผชิญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้หญิง แต่เชื่อหรือไม่ว่าร้อยละ 90 ของผู้หญิงมีปัญหานี้ ทำให้เสียความมั่นใจและต้องหาทางปกปิด มาทำความรู้จักกับสาเหตุ วิธีป้องกัน และวิธีรักษารอยแตกลายกันดีกว่า รอยแตกลาย.

รอยแตกลาย

รอยแตกลาย ความจริงเรื่องรอยแตกลาย

รอยแตกลายเกิดจากผิวหนังและเนื้อเยื่อที่ยืดขยายจนแตก (ลองนึกภาพหนังยางที่ถูกดึงจนแตกดู) โดยในระยะแรกรอยแตกจะเป็นสีชมพูหรือม่วง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีขาวหรือสีเงิน และมีรอยขรุขระลึก ซึ่งรักษาได้ยาก โดยลักษณะรอยแตกขึ้นอยู่กับสีผิวและสภาพผิวว่าได้รับผลกระทบจากรอยแตกมากแค่ไหน

ส่วนใหญ่รอยแตกลายจะเกิดขึ้นหลังจากน้ำหนักขึ้นหรือลงอย่างรวดเร็ว จึงพบได้เสมอในผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์และวัยรุ่นที่กำลังเจริญเติบโต และมีระดับฮอร์โมนสเตียรอยด์เพิ่มขึ้นจนทำให้ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นชัด นอกจากนี้ถ้าแม่มีรอยแตก ลูกสาวก็อาจจะมีรอยแตกลายได้ด้วยเช่นกัน สำหรับผู้ชายนั้น การยกน้ำหนัก กรรมพันธุ์ และความอ้วน เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดรอยแตกลายได้

หลีกเลี่ยงรอยแตกลาย

จริงๆ แล้วรอยแตกลายก็คือแผลเป็นนั่นเอง การกำจัดรอยแตกลายให้หายไปเลยจึงทำได้ยาก การป้องกันจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยสามารถป้องกันได้ด้วยวิธีต่อไปนี้

– การดื่มน้ำเยอะๆ ถือเป็นหนึ่งในการป้องกันที่ดีที่สุด เพราะจะช่วยไม่ให้ผิวหนังเสียความยืดหยุ่น
– กินอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เช่น วิตามินเค อี ซี สังกะสี และซิลิกาเพื่อให้ร่างกายผลิตโปรตีนที่จำเป็นต่อการยืดหยุ่นของผิวหนัง
– ออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อให้ผิวหนังยืดหยุ่น เพราะการออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นและกระชับชั้นหนังแท้ ซึ่งเป็นผิวหนังชั้นที่ 2 ที่ประกอบไปด้วยคอลลาเจนและอิลาสติน
– หลีกเลี่ยงการลดน้ำหนักหรือเพิ่มน้ำหนักอย่างรวดเร็ว
– ทามอยส์เจอร์ไรเซอร์บนผิวที่เสี่ยงต่อการแตกลาย การทำให้ผิวชุ่มน้ำจะทำให้ผิวยืดหยุ่นได้มากขึ้น
– ขัดผิวด้วยสบู่หรือสครับ โดยขัดเบาๆ เพื่อช่วยกระบวนการยืดหยุ่นและหดตัวของผิวหนัง หลีกเลี่ยงการใช้เกลือขัดตัวเพราะจะทำให้ผิวแห้งและทำให้ปัญหาแย่ลง รอยแตกลาย.

กระชับรูขุมขน ปัญหารูขุมขนกว้างส่วนใหญ่มักเป็นปัญหาที่เกิดมาจากพันธุกรรม

กระชับรูขุมขน ปัญหารูขุมขนกว้างส่วนใหญ่มักเป็นปัญหาที่เกิดมาจากพันธุกรรม โดยรูขุมขนใหญ่มักจะพบได้ในบริเวณ T-zone และเกิดขึ้นบ่อยสุดในคนผิวมัน รูขุมขนเป็นสิ่งที่ต้องมีกันทุกคน แต่ถ้าอยากให้รูขุมขนเล็กลง ก็ต้องเข้าใจก่อนว่าจะทำให้เล็กขนาดใหญ่ แบบไม่เหลือรูเลยหรือเนียนแบบท้องแขนเลยก็คงเป็นไปไม่ได้ ! เพราะยังไม่มีวิธีใด ๆ ที่สามารถทำให้เรียบได้ขนาดนั้น ยิ่งบริเวณจมูกยิ่งยากใหญ่ แต่ก็สามารถแก้ปัญหารูขุมขนกว้างให้เล็กลงได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้ กระชับรูขุมขน.

กระชับรูขุมขน

กระชับรูขุมขน สาเหตุรูขุมขนกว้าง
การดูแลผิวที่ไม่เหมาะสม ปัญหารูขุมขนกว้างนั้นมักเกิดจากการดูแลผิวที่ผิดวิธี เช่น การไม่ล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง ไม่ล้างเครื่องสำอางก่อนเข้านอน ไม่ขัดผิว ไม่ใช้มอยซ์เจอไรเซอร์เลย เป็นต้นกระชับรูขุมขน
สิวอุดตันและสิวหัวดำ สิวคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้รูขุมขนกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ชอบบีบสิวเป็นประจำ
ฮอร์โมนของวัยแรกรุ่น สำหรับวัยนี้จะเป็นวัยที่รูขุมขนจะขยายใหญ่อยู่แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เพราะผิวจะมีการขับความมันออกมามากขึ้น
ผิวผลิตน้ำมันมากเกินไป เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดรูขุมขนกว้าง เพราะถ้าต่อมใต้ผิวผลิตน้ำมันมากเกินไป ก็จะเกิดการขยายของรูขุมขนทำให้รูขุมขนกว้างได้กระชับรูขุมขน
แสงแดด การถูกแสงแดดเป็นประจำจะทำให้ผิวของคุณหนาขึ้น และนั้นอาจเป็นสาเหตุทำให้รูขุมขนอุดตันจนทำให้รูขุมขนกว้างขึ้นได้ อีกทั้งแสงแดดยังเป็นตัวทำลายอีลาสตินและคอลาเจนใต้ผิว ส่งผลให้ผิวขาดความยืดหยุ่น คอลาเจนที่เป็นตัวรักษาความกระชับก็ถูกทำลายไป ทำให้รูขุมขนกว้างขึ้น
พันธุกรรม สำหรับใครที่คุณพ่อหรือคุณแม่เป็นคนที่มีรูขุมขนกว้าง มันก็ไม่แปลกเลยที่คุณจะเป็นแบบนั้นด้วย
สภาพแวดล้อม ความเครียด สิ่งสกปรกอุดตันรูขุมขน ฯลฯ กระชับรูขุมขน.

ลดหน้าท้อง ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นสาวๆ หรือหนุ่มๆ ต่างก็ให้ความสนใจ

ลดหน้าท้อง ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นสาวๆ หรือหนุ่มๆ ต่างก็ให้ความสนใจ กับอวัยวะส่วน หน้าท้อง กันเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้หญิงอย่างเราๆ นี่ล่ะค่ะ เพราะการมี หน้าท้องแบนราบ ที่สวย จะทำให้เราใส่เสื้อผ้าสวย และที่สำคัญยังเลือกหาช้อปเสื้อผ้ามาใส่ได้ง่ายด้วย ลดหน้าท้อง.

ลดหน้าท้อง

ลดหน้าท้อง บริหารหน้าท้อง

1. ท่าบริหารหน้าท้องส่วนกลาง

* นอนหงาย ตั้งเข่าขึ้น แล้วพับเข่ามาตั้งฉากสองมือ แตะใบหู หายใจเข้า

* หายใจออก แล้วยกไหล่ขึ้นให้พ้นพื้น เกร็งค้างไว้ให้นาน ที่สุด ทำซ้ำ 10-15 ครั้ง

2. ท่าบริหารหน้าท้องส่วนบน

* นอนหงาย ตั้งเข่าขึ้นเล็กน้อย สองมือแตะใบหู หายใจเข้า

* หายใจออก ค่อยๆ ยกหัวไหล่ให้ลอยขึ้น แล้วเกร็งค้างไว้ให้นานที่สุด

* เมื่อวางลงแล้วหายใจลึกๆ ทำซ้ำ 10-15 ครั้ง

บริหารหน้าท้องลดหน้าท้อง

3. ท่ากรรเชียง

* นอนหงาย พับขาซ้ายขึ้นงอตั้งฉาก เหยียดแขนซ้ายขึ้นเหนือศีรษะ มือขวาแตะเข่าซ้าย หายใจเข้า

* หายใจออก ยกศีรษะขึ้น แล้วแตะสลับ ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ตามความพอใจ

กระชับหน้าท้องลดหน้าท้อง

4. ท่าบริหาร หน้าท้องส่วนล่าง

* นอนหงาย หายใจเข้า

* หายใจออก ยกขาทั้งสองข้างขึ้นตั้งฉาก เหยียดตรง หายใจเข้าลึก แล้วหายใจออก ค่อยๆ เอนขาทั้งสองข้างลงช้าๆ พร้อมกับเกร็งหน้าท้องไว้ เอนขาลงมาเกือบถึงพื้นและเบรกไว้ ทำซ้ำจนทำไม่ไหว ลดหน้าท้อง.

สิวอักเสบ ทำไมจึงต้องรักษาสิวอักเสบ

สิวอักเสบ ทำไมจึงต้องรักษาสิวอักเสบ ทำไมปล่อยไปตามธรรมชาติไม่ได้ การเป็นสิว โดยเฉพาะสิวอักเสบ เราควรจะรีบรักษาเพื่อป้องกันไม่ให้มีโอกาสลุกลามเกิดเป็นแผลเป็นที่ชั้นหนังแท้ เพราะนั่นเป็นสาเหตุของการเกิดหลุมสิวที่สาวๆหลายคนกลัวกัน เนื่องจากรักษายาก และใช้เวลานานมากในการรักษา นอกจากนี้การปล่อยให้หายไปเองตามธรรมชาติยังอาจทื้งรอยดำไว้บนใบหน้า ต้องมานั่งรักษาอีก ดังนั้นทางที่ดีคือป้องกันไม่ให้เกิดสิว แต่ถ้าเป็นแล้วต้องรีบรักษาให้เร็วที่สุด เพื่อหน้าของเพื่อนๆจะได้ใสตลอดเวลา สิวอักเสบ.

สิวอักเสบ

สิวอักเสบคืออะไรกันแน่
บอกก่อนว่าสิวมี 2 ประเภทใหญ่ๆก็คือ สิวอุดตัน และสิวอักเสบ ในส่วนของสิวอักเสบก็คือสิวอุดตันที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเป็นสิวอักเสบนั่นเอง ซึ่งพัฒนาด้วยการติดเชื้อแบคทีเรียที่สามารถปล่อยเอนไซม์ทำให้เกิดเป็นสิวอักเสบได้ สิวอักเสบจะมีลักษณะเป็นตุ่มบวมแดง ถ้าอักเสบมากก็จะมีหนองร่วมด้วย มีได้ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ สิว

สิวอักเสบ เกิดขึ้นจากอะไร
ตอบแบบกำปั้นทุบดินคือ เกิดจากสิวอุดตันที่ได้รับเชื้อแบคทีเรียเข้าไปทำให้กลายเป็นสิวอักเสบ แต่สาเหตุที่แท้จริงก็คือสาเหตุเดียวกับการเกิดสิวอุดตัน นั่นคือมีทั้งปัจจัยภายใน เช่น ฮอร์โมน กรรมพันธุ์ และปัจจัยภายนอก เช่น สภาพแวดล้อมรอบตัวอย่าง มลพิษ ฝุ่นควัน ทำให้หน้ามันเกิดการอุดตันที่ต่อมใต้ผิวหนัง และพฤติกรรมของแต่ละบุคคล อย่างเรื่องของการรักษาความสะอาดนั่นเอง

วิธีการป้องกัน
วิธีรักษา และการป้องกันในการไม่ให้เกิดสิวอักเสบง่ายๆคือ หลีกเลี่ยงสาเหตุการเกิดสิว พูดแบบนี้ดูกว้างใช่ไหมคะ งั้นจะยกตัวอย่างเป็นข้อง่ายๆให้เพื่อนๆฟังกันนะค่ะสิวอักเสบ

1. อย่าบีบ แกะ จับ หรือเกาใบหน้า – ซึ่งข้อนี้สำคัญที่สุดเลย เนื่องจากมือเราเป็นแหล่งเชื้อโรค และแบคทีเรีย ถ้าเอามือไปยุ่งกับใบหน้าเยอะก็เท่ากับเพิ่มโอกาสการติดเชื้อให้กับสิวอุดตัน กลายไปเป็นสิวอักเสบนั่นเอง

2. หลีกเลี่ยงมลพิษ – หมายความรวมถึงฝุ่นละอองจำนวนมาก ควันจากการเผาขยะ เพราะเหล่านี้แหละแหล่งของเชื้อโรคที่ทำให้เกิดการอุดตันที่รูขุมขนเกิดเป็นสิวอุดตัน รอการพัฒนาต่อไป

3. ระวังเรื่องเครื่องสำอางค์ – เพื่อนๆอย่าแช่เครื่องสำอางค์ไว้บนหน้านาน เสร็จธุระแล้วต้องล้างออก และพยายามอย่าเลือกใช้เครื่องสำอางค์ที่มีส่วนผสมของน้ำมันเยอะ

*** 4. ทำความสะอาดหน้า – หากแต่งหน้าควรใช้เมคอัฟรีมูฟเวอร์เช็ดเครื่องสำอางออกก่อนเสมอ เพราะเครื่องสำอางบางอย่างไม่สามารถล้างออกได้ด้วยสบู่หรือโฟม เช็ดเครื่องสำอางแล้วค่อยล้างตามด้วยโฟมหรือสบู่ ถ้าผิวแห้ง-ผสมแนะนำให้ใช้โฟม ถ้าผิวมันสามารถใช้สบู่ได้ หลังจากล้างหน้าด้วยสบู่หรือโฟมแล้วขั้นตอนนี้จะทำให้รูขุมขนของเราเปิด ดังนั้นขั้นตอนสุดท้ายควรปิดกระชับรูขุมขนด้วยโทนเนอร์เพื่อลดและป้องกันไม่ให้มีสิ่งอุดตันเข้าไปในรูขุมขนจนเกิดเป็นสิวอุดตันได้อีก

วิธีการรักษา
LPB ไนท์ครีม สูตรใหม่เพิ่มประสิทธิภาพช่วยให้สิ่งอุดตันใต้ชั้นผิวกดออกง่ายขึ้น พร้อมทั้งสมานแผลที่เกิดจากสิว และยังรักษารอยแดงที่เกิดจากสิวได้อีกด้วย เมื่อใช้อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน ผิวจะเนียนใสจากภายในสู่ภายนอก ปัญหาสิวจะค่อยๆ ลดลงตามลำดับคะ

แบ่งการรักษาตามระยะของสิวอักเสบดังนี้

1.มีหัวหนองให้เห็นแต่ยังไม่สุก > รอให้สิวสุก ให้พอกไนท์ครีมเพิ่มบริเวณที่เป็นสิวทิ้งไว้ทุกคืนคะ เมือหัวสิวสุกให้กดเอาหัวสิวออกให้หมดแล้วใช้โทนเนอร์เช็ดฆ่าเชื้อกระชับรูขุมขนแล้วใช้ไนท์ครีมพอกทิ้งไว้ทุกคืนเช่นเดิม

2.ไม่มีหัวหนองให้เห็น มีแต่รอยนูนแดง เป็นไตแข็งๆ เจ็บเป็นอยู่นาน หัวสิวก็ยังไม่โผล่ ให้ไนท์ครีมแต้มพอกก่อนนอนทุกวัน หรือพอกไ้ด้ตลอดเวลาถ้าไม่ได้ออกจากบ้าน

3.ขณะแผลกำลังตกสะเก็ด ห้ามแกะ เพราะจะทิ้งรอยดำไว้มากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า

หากเป็นสิวอักเสบมากแนะนำพบแพทย์เพื่อรับยาแก้อักเสบหรือยาฆ่าเชื้อรักษาร่วมด้วยคะ

หมายเหตุ
ยาแก้อักเสบของหมอ รักษาได้กรณีการอักเสบเกิดจากการติดเชื้อ
แต่ถ้าการอักเสบเกิดจากการบีบ แกะและหัวสิวออกไม่หมดก็มักจะไม่ได้ผลต้องรอให้หัวสิวโผล่แล้วกดออกอย่างเดียวคะ สิวอักเสบ.

วิตามินซี การได้รับวิตามินซีเข้าสู่ร่างกาย

วิตามินซี การได้รับวิตามินซีเข้าสู่ร่างกาย นั้นควรเป็นเวลาหลังอาหารเช้า เนื่องจากช่วงเวลาที่ร่างกายจะดูดซึมสารอาหารได้ดีอยู่ในช่วงเช้าของแต่ละวัน เวลาประมาณ 9-10 โมง และควรรับประทานวิตามินซีหลังอาหาร เพราะวิตามินซีที่ร่างกายดึงไปใช้ได้นั้นจะต้องมีตัวนำพา เช่น อาหาร ผักใบเขียว ผลไม้ต่างๆที่ให้วิตามินซีสูง หากได้รับวิตามินซีขณะที่ท้องว่าง ร่างกายจะไม่มีตัวนำพาหรือตัวให้ดูดซึม สุดท้ายน้ำที่เราดื่มเข้าไปก็จะไปละลายวิตามินซี และโดนขับออกเป็นปัสสาวะ วิตามินซี.

วิตามินซี
วิตามินซี อีกเหตุผลสำคัญที่ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานวิตามินซีตอนท้องว่าง เนื่องจากวิตามินซีมีคุณสมบัติเป็นกรดซึ่งคงไม่ค่อยดีแน่ถ้าเรารับมันเข้าสู่ร่างกายตอนท้องว่าง และไม่ควรรับประทานวิตามินซีก่อนนอน เพราะจากค้นคว้าวิจัยพบว่า วิตามินซีอาจจะทำให้ร่างกายตื่นตัว ซึ่งจะทำให้การนอนหลับยากขึ้น ทำให้ร่างกายไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ

ปริมาณวิตามินซี ที่ควรได้รับต่อวัน
นอกจากจะทราบกันไปแล้วว่าวิตามินซี กินตอนไหนดีที่สุด สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจกันต่อไปก็คือปริมาณวิตามินซีที่ควรจะได้รับในแต่ละวันนั้นแตกต่างกันออกไปตามวิถีชีวิต และความแข็งแรงของสุขภาพร่างกาย รวมถึงวัตถุประสงค์ของการใช้วิตามินซี โดยองค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกาแนะนำให้ผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปควรได้รับวิตามิน ซี ในปริมาณที่เหมาะสม คืออย่างน้อย 60 มิลลิกรัมต่อวัน เนื่องจากวิตามินซี เป็นวิตามินที่ละลายน้ำและถูกขับออกทางปัสสาวะได้ ดังนั้น จึงควรบริโภคอย่างสม่ำเสมอทุกวันวิตามินซี
นอกจากนี้ วิตามินซียังมีบทบาทในเป็นตัวช่วยกำจัดอนุมูลอิสระ โดยที่มีการศึกษาอย่างต่อเนื่องกว้างขวาง ในบางรายอาจจะจำเป็นต้องได้รับในปริมาณที่สูงขึ้น อย่างผู้ที่มีอาการเป็นหวัด โรคภูมิแพ้ และร่างกายอ่อนแอ ควรได้รับวิตามินซีวันละ 1,000-2,000 มิลลิกรัม
ผู้ที่อยู่ท่ามกลางมลภาวะที่เป็นพิษ และต้องอยู่กับความเครียด เช่น การทำงานหนัก ต้องใช้ความคิดมากๆ ควรได้รับวิตามินซีวันละ 1,000 มิลลิกรัม ขณะเดียวกันคนที่ต้องการดูแลและบำรุงสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรง มีภูมิต้านทานโรค ควรได้รับวิตามันซีวันละ 1,000 มิลลิกรัมขึ้นไป วิตามินซี.