กระชับรูขุมขน 5 วิธีสุดเด็ดที่จะช่วยให้คุณบอกลารูขุมขนกว้าง

กระชับรูขุมขน 5 วิธีสุดเด็ดที่จะช่วยให้คุณบอกลารูขุมขนกว้าง บนใบหน้าไปได้เสียที หมั่นทำเป็นประจำรับรองช่วยได้และเห็นผลจริงๆค่ะ กระชับรูขุมขน.

กระชับรูขุมขน

กระชับรูขุมขน 1.ล้างหน้าด้วยน้ำอุณหภูมิห้องทุกวันกระชับรูขุมขน
แต่ไม่ควรล้างหน้าบ่อยจนเกินไป กางล้างหน้าที่เหมาะสมควรทำเพียง 2 ครั้งเท่านั้น ตอนเช้าตื่นนอน และตอนกลางคืนในช่วงเวลาชำระล้างร่างกาย การล้างหน้านั้นจะช่วยล้างคราบสิ่งสกปรกที่อุดตันอยู่ในรูขุมขนออกไป ซึ่งเป็นการช่วยกระชับรูขุมขนของคุณให้เล็กลงได้

2.ประคบก้อนน้ำแข็งบนใบหน้ากระชับรูขุมขน
โดยการนำก้อนน้ำแข็งถูเบาๆ ไปตามบริเวณที่รูขุมขนกว้าง ประมาณ 15-30 วินาที จะช่วยทำให้รูขุมขนกระชับแล้วเล็กลง อีกทั้งยังเรียกความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้าได้อีกด้วย ทำประจำทุกเช้าได้ยิ่งดีค่ะ

3.เบคกิ้งโซดา
เมคอัพอาร์สติส มืออาชีพเคยบอกไว้ว่า เบคกิ้งโซดาช่วยในการกระชับรูขุมขนบนใบหน้าได้ พร้อมยังต่อต้านการเกิดสิวสำหรับสูตรการใช้เบคกิ้งโซดานั้นไม่ยาก คือ ผสมเบคกิ้งโซดาประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ กับน้ำอุ่นประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ จากนั้นนำส่วนผสมที่ได้ทาลงบนผิวที่มีปัญหารูขุมขนกว้าง แล้วนวดให้เป็นวลกลมอย่างเบาๆ ประมาณ 30 วินาที แล้วล่างออกด้วยน้ำเย็น ทำเป็นประจำทุกคืน ประมาณ 5-7 วัน ต่อสัปดาห์หลังจากนั้น จึงค่อยๆ ลดปริมาณลงให้เหลือเพียง 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์…แต่แอบเตือนนะคะ สำหรับคนที่มีผิวที่บอบบาง ควรใช้เบคกิ้งโซดาอย่างระมัดระวัง เพราะอาจทำให้เกิดความระคายเคืองต่อผิวได้

4.ผ้าขนหนูแช่น้ำผลไม้รสเปรี้ยว
นำผ้าขนหนูผืนเล็กๆ ที่ใช้เช็ดหน้า แช่ในน้ำมะนาว และน้ำสับปะรด หรือนำน้ำผลไม้ทั้งสองชนิดบีบลงผ้าที่เตรียมไว้ ให้พอชื้นๆ ได้เช่นกัน จากนั้นให้นำผ้าขนหนู วางทาบลงไปบนใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 1 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุณหภูมิห้อง ซึ่งมีน้ำมะนาวและน้ำสับปะรด เขามีเอนไซม์ธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการช่วยกระชับให้ผิวเต่งตึง และช่วยทำให้รูขุมขนหดตัวเล็กลง

5.มาส์กหน้าด้วยโยเกิร์ตกระชับรูขุมขน
โยเกิร์ตรสธรรมชาติจะมีกรดแลคติกและโปไบโอติก ซึ่งมีคุณสมับติในการต่อต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิวขึ้นบนใบหน้า และยังช่วยลดการขยายขนาดของรูขุมขน ซึ่งวิธีการกระชับรูขุมขนด้วยโยเกิร์ตนั้นก็แสนจะง่ายดาย เพียงแค่นำโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ไม่ต้องผสมกับอะไรทั้งนั้น ทาบางๆ ให้ทั่วใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 5-10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด เพียงสัปดาห์ละครั้งเท่านั้นก็สามารถสวยได้แล้ว กระชับรูขุมขน.

ลดหน้าท้อง ไม่เพียงแค่มังสวิรัติ เน้นผัก-ผลไม้จะช่วยคุณลดอ้วน

ลดหน้าท้อง ไม่เพียงแค่มังสวิรัติ เน้นผัก-ผลไม้จะช่วยคุณลดอ้วน ลดน้ำหนักได้ดีเท่านั้น แต่อาหารบางอย่างก็สามารถช่วยเผาผลาญสลายไขมันหน้าท้องได้ดีไม่แพ้กัน แถมยังกระตุ้นฮอร์โมน ‘เมลาโทนิน’ ในร่างกาย ช่วยให้คุณซัดดาวน์หลับลึก-สนิทขึ้นตลอดคืน ไม่รู้สึกหิวตื่นกลางดึกอีกด้วย และนี่คือ 4 อาหารเซย์กู๊ดบาย พุงย้วยๆ ของคุณไปได้เลย ลดหน้าท้อง.

ลดหน้าท้อง
ลดหน้าท้อง หุ่นสวยเป๊ะเว่อร์ !
1. เนื้อปลา?

เมื่อคุณเริ่มไดเอท และห่วงเรื่องน้ำหนักมากขึ้น กลัวไขมันรอบเอวปรากฏ นั่นอาจทำให้คุณได้รับสารอาหารที่จำเป็นไม่เพียงพอ โดยเฉพาะโปรตีน และกรดไขมันโอเมก้า 3 (ที่มีอยู่ในปลา) ซึ่งคุณรู้ไหมว่าจริงๆ แล้ว มันเป็นอาหารเกรดเอที่ช่วยลดความอยากอาหารของคุณลงได้ ทำให้คุณรู้สึกเบื่อ เอียน แถมยังช่วยคุณเบิร์นแคลอรีมากกว่าที่คุณทานไขมัน และคาร์โบไฮเดรตเป็นไหนๆ ข้อสำคัญมันจะไปกระตุ้น ‘ต่อมไพเนียล’ ในสมองคุณให้สร้างฮอร์โมน ‘เมลาโทนิน’ ในตอนกลางคืน (ฮอร์โมนธรรมชาติในร่างกายที่จะช่วยควบคุมการนอนหลับ และตื่นนอน) ทำให้คุณรู้สึกง่วงนอน อยากพักผ่อนมากขึ้นลดหน้าท้อง

เมื่อคุณรู้สึกเพลียอยากพักผ่อน นั่นจึงทำให้คุณไม่รู้สึกหิวท้องร้องกลางดึก (ทานตอนดึก … สาเหตุของความอ้วน) ฉะนั้นหากคุณขาดโอเมก้า 3 มากๆ มันก็จะพลอยส่งผลให้คุณหลับไม่สนิท สุขภาพแย่ และรู้สึกหิวช่วงกลางดึกไปด้วย ในทางกลับกันถ้าคุณได้รับโอเมก้า 3 ที่เพียงพอ มันจะช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่ดีของหัวใจ และลดความเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อม !ลดหน้าท้อง

ปล. หากใครมีความเครียดสูงทำให้นอนหลับยาก ลองเลือกทานเมนูจากปลาทะเล (เมนูประจำสำหรับมื้อเย็น) ที่อุดมไปด้วยโอเมก้า 3, น้ำมันปลา, และแมกนีเซียม อย่างเช่น ข้าวต้มปลา ปลาผัดขึ้นฉ่าย ปลาย่างซีอิ๊ว ปลานึ่ง สเต๊กปลา ก็ช่วยลดระดับความเครียดลงได้ไม่น้อยนะ

2. ถั่วต่างๆ ?

โดยเฉพาะถั่วฝักยาว แหล่งอุดมแคลเซียม ฟอสฟอรัส และแมกนีเซียมระดับพรีเมี่ยม … ไม่เพียงมันจะช่วยบำรุงกระดูก และฟัน, ป้องกันโรคกระดูกพรุน, ควบคุมการทำงานของไต หากแต่ยังมีส่วนช่วยเผาผลาญไขมัน คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และทำให้คุณอยากทานอาหารน้อยลงกว่าเดิม รวมถึงช่วยแก้ปัญหาการนอนหลับของคุณให้หลับสนิทขึ้นตลอดคืนด้วย ยิ่งถ้าคุณทานถั่วฝักยาวทุกวัน มันจะช่วยคุณเบิร์นพลังงาน/ไขมันสะสมบริเวณหน้าท้อง ให้เพรียว-แบนราบลงอย่างเห็นได้ชัดเลยล่ะ

อย่างไรก็ดี มันช่วยลดอัตราการเกิดโรคต่างๆ หรือภาวะอื่นๆ ได้เช่นกัน (ต่อต้านระบบภูมิคุ้มกัน) อย่างโรคหัวใจ, โรคเบาหวาน และภาวะน้ำหนักตัวเกิน/โรคอ้วน หากคุณอยากทานถั่วประเภทอื่นๆ นอกจากถั่วฝักยาว เราแนะนำว่าควรทานถั่วที่ ‘ไม่ผ่านการทอด’ เพราะการทอดจะทำให้น้ำมันดูดซับเข้าไปในเนื้อถั่วจำนวนมาก เมื่อทานเข้าไปจะทำให้เกิดไขมันสะสมตามร่างกาย แต่ทว่าคุณควรเน้นทาน ‘ถั่วต้ม’ ที่ช่วยให้รู้สึกอิ่มได้นานกว่า …

3. นมสดลดหน้าท้อง

ใครว่า ‘นมสด’ ดีต่อสุขภาพแค่ช่วยบำรุงร่างกาย ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอเพียงอย่างเดียว จริงๆ มันยังมีอีกหนึ่งประโยชน์ซ่อนอยู่! จากผลการวิจัยพบว่า ผู้ที่บริโภค 100 มิลลิกรัมของแคลเซียมต่อวัน (ครึ่งถ้วยของโยเกิร์ตนุ่มๆ) จะสามารถลดสลายไขมันหน้าท้องลงได้ประมาณ 1 นิ้ว และช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มท้อง นอนหลับสนิทมากขึ้น (จนคุณรู้สึกพักผ่อนได้เต็มที่) ถึงแม้ระหว่างนอนหลับ คุณจะมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรือเป็นตะคริวขึ้นมา แต่เกลือแร่ และแคลเซียมจากนมสดก็จะช่วยคุณรีแล็กซ์เส้นประสาทกล้ามเนื้อ และเส้นประสาทนำความรู้สึก ให้คุณหลับลึกได้ดีตลอดคืน

เราแนะนำให้คุณเลือกดื่มนมอุ่นๆ ก่อนเข้านอนเป็นประจำทุกวัน เพราะมันจะช่วยสร้าง ‘เมลาโทนิน’ ให้กับร่างกาย คุณจะหลับสนิท และไม่รู้สึกหิวระหว่างนอนหลับ อีกทั้งแคลเซียมจะเข้าไปขัดขวางการสร้าง-สะสมไขมัน (ระหว่างนอนหลับ) เมื่อไขมันลดลง ร่างกายก็จะเกิดการเผาผลาญไขมันได้มากขึ้น …

4. ผลเชอร์รี่

?ถ้าคุณอยากหาอะไรเบาๆ รองท้องเข้านอนแล้ว ผลเชอร์รี่ ‘Montmorency’ ก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวนะ ทั้งมีสารประกอบในธรรมชาติอยู่ถึง 17 ชนิด ที่มีคุณสมบัติป้องกันการอักเสบต่างๆ บรรเทาโรคข้ออักเสบ, ช่วยผลิตฮอร์โมน ‘เมลาโทนิน’ ระหว่างการนอนหลับ ซึ่งจะช่วยให้คุณนอนหลับสบาย-สนิทขึ้นตลอดคืน (คุณภาพการนอนหลับดีขึ้น 5-6% และหลับได้นานขึ้นคืนละ 34 นาที) และไม่ทำให้คุณรู้สึกหิวจนต้องตื่นขึ้นกลางดึก แถมยังอุดมด้วยสารแอนติออกซิแดนท์ … สุดยอดตัวช่วยลดน้ำหนัก ที่ช่วยให้น้ำหนักของคุณลดลงอย่างน่าอัศจรรย์ด้วย ลดหน้าท้อง.

สิวอักเสบ 3 การรักษาสิวอักเสบหลักการรักษาสิวอักเสบ

สิวอักเสบ 3 การรักษาสิวอักเสบหลักการรักษาสิวอักเสบ ก็คือเราจะต้องเอาหัวหนองออกให้หมด จากนั้นจึงค่อยดูแลรักษาด้วยการรับประทานยาปฏิชีวนะหรือทายาภายนอก โดยการรักษาสิวอักเสบสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ สิวอักเสบ.

สิวอักเสบ

สิวอักเสบ 1 . สิวเป็นไต มีลักษณะเป็นตุ่มแดงและแข็ง เมื่อกดหรือสัมผัสจะรู้สึกเจ็บแต่ว่าไม่มีหัวหนอง เวลาล้างหน้าแล้วมือไปโดนนั้นเจ็บมาก ก่อให้เกิดความรำคาญและรักษาหายช้า อีกทั้งยังเห็นเป็นรอยนูนแดงชัดเจน สำหรับวิธีการรักษาคือให้แต้มยาทาสิวหรือสมุนไพรสำหรับทาสิวเพื่อลดการอักเสบ สิวจะค่อยๆ ยุบลงไปโดยไม่มีหัวหนอง แต่จะต้องใช้เวลานานพอสมควรสิวอักเสบ

2 . มีหัวหนองและหัวสิวยังไม่สุก วิธีการรักษาที่ดีที่สุดในระยะนี้คือ ควรกระตุ้นให้หัวสิวสุกโดยเร็วที่สุด เพราะเราจะต้องเอาหนองออกมาให้หมด แต่เพื่อเป็นการป้องกันเกิดรอยแผลเป็น ควรจะต้องเอาหนองออกในช่วงเวลาที่สิวสุก ด้วยการออกกำลังกายให้ร่างกายของเราเกิดความร้อนสิวอักเสบ

ซึ่งจะช่วยเร่งให้สิวสุกเป็นหนองเร็วมากขึ้น และเมื่อสิวสุกแล้วควรกดเอาหนองออกให้หมด จากนั้นใช้ครีมแต้มสิวทาบ่อยๆ ก็จะเริ่มตกสะเก็ดแล้วค่อยแต้มด้วยครีมลดรอยแผลเป็นจากสิว ทั้งนี้เราต้องไม่ลืมว่าการกดสิวจะต้องทำในช่วงที่สิวสุกเท่านั้น มิเช่นนั้นจะเกิดสิวหัวหนองซ้ำที่บริเวณเดิมๆ

3 . สิวสุก เราสามารถเจาะเอาหัวหนองออกให้หมดในระยะนี้ได้ ซึ่งสิวจะหายไปเองโดยไม่เกิดการติดเชื้อ หรืออาจจะทาครีมแต้มสิวและครีมลดรอย เพื่อป้องกันการเกิดแผลเป็นในระยะยาว

วิธีป้องกันสิวอักเสบเบื้องต้น

1 . เลิกสัมผัสใบหน้าด้วยมือ เราต้องเลิกแคะ แกะ หรือเกาบนใบหน้าด้วยมือเสียที เนื่องจากมือของเราที่สัมผัสผิวหน้ามักจะมีสิ่งสกปรกและเชื้อแบคทีเรียที่มองไม่เห็น ซึ่งถ้าหากมีสิวอยู่แล้วก็อาจจะทำให้เชื้อโรคเข้าสู่หัวสิวแล้วพัฒนาเป็นสิวอักเสบได้

2 . หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมบางชนิด โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Olive oil และ Lanolin หรือมีส่วนประกอบของน้ำมัน เพราะจะทำให้เกิดการอุดตันของรูขุมขนได้

3 . ล้างหน้าให้สะอาด เป็นการทำความสะอาดผิวหน้าเพื่อขจัดสิ่งสกปรกที่คั่งค้างหรืออุดตันในรูขุมขนออกให้มากที่สุด ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงการล้างหน้าบ่อยๆ เท่านั้น แต่ต้องล้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ จึงจะช่วยขับของเสียและน้ำมันที่ตกค้างบนผิวหน้าไม่ให้อุดตันจนกลายเป็นสิว

4 . เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ ที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบหลักและไม่ก่อให้เกิดสิว ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวหน้าประเภท Water – based หรือ Oil – free จะเหมาะกับผิวที่เป็นสิวมากกว่า เพราะผิวหน้าของเราต้องการความชุ่มชื้นมากกว่า เพื่อเป็นการสร้างความยืดหยุ่นเต่งตึงให้กับผิวพรรณ และไม่ก่อให้เกิดสิวเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย (Non – Comedogence)

5 . การมาส์กหน้าด้วยสมุนไพร เป็นการรักษาสิวอักเสบด้วยสมุนไพรจากธรรมชาติ โดยให้ประสิทธิภาพในการรักษาแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคน ดังนั้นเราจึงควรเลือกสูตรมาส์กหน้าให้เหมาะกับสภาพผิวของตนเองด้วยสมุนไพรรักษาสิว สิวอักเสบ.

วิตามินซี (Ascobic Acid) เป็นตัวช่วยที่จะทำให้ผิวขาวผุดผ่อง

วิตามินซี  (Ascobic Acid) เป็นตัวช่วยที่จะทำให้ผิวขาวผุดผ่อง กระจ่างใสเป็นธรรมชาติ ซึ่งวิตามินซีมีอยู่ในผักผลไม้หลากหลายชนิด และเป็นวิตามินซีที่ละลายน้ำได้ และนอกจากผิวพรรณแล้ว วิตามินซียังช่วยป้องกันโรคหวัด ภูมิแพ้ ป้องกันการติดเชื้อจากบาดแผล และช่วยสมานแผลให้หายเร็วขึ้น ยังสามารถป้องกันการเกิดโรคโลหิตจาง ช่วยให้ผิวหนังแข็งแรง ลดอาการฟกช้ำดำเขียว และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย
วิตามินซี.

วิตามินซี

วิตามินซี นอกจากนี้ วิตามินซี ยังมีประโยชน์ด้านอื่นๆ อีก คือ

-วิตามินซี ช่วยบรรเทาความรุนแรงและระยะเวลาของการเป็นโรคหวัด หากเริ่มรับประทาน วิตามินซี ตั้งแต่เริ่มแรกที่เห็นอาการของโรคหวัด จะช่วยให้อาการป่วยลดความรุนแรงและหายได้เร็วขึ้น มีการศึกษาเมื่อปี 1995 พบว่าหากรับประทาน วิตามินซี 1,000 ถึง 6,000 มิลลิกรัมต่อวันตั้งแต่เริ่มมีอาการของโรคหวัด จะช่วยให้หายได้เร็วขึ้น 21% แต่ก็ยังไม่มีรายงานว่า วิตามินซี สามารถช่วยป้องกันโรคหวัดได้

วิตามินซีช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้น เนื่องจาก วิตามินซี ช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมและรักษาตัวเองโดยการไปเสริมสร้างผนังเซล ทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง และต่อต้านอาการอักเสบ จึงทำให้แผลหายได้เร็วขึ้น ในทางกลับกันการขาด วิตามินซี ก็สงผลให้แผลให้ได้ช้าลงเช่นกัน

-หากรับประทาน วิตามินซีเป็นประจำทุกวัน มันจะช่วยให้เหงือกมีสุขภาพแข็งแรง โดย วิตามินซี จะไปช่วยรักษาเซลที่ถูกทำลายและช่วยให้แผลที่เหงือกหายเร็ว

-เพิ่มความต้านทานต่อ โรคหัวใจ โดยการไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมระดับ คลอเรสเตอรอล ในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรับประทานร่วมกับ วิตามินอี โดยมันจะไปลดการเกาะตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด

-เนื่องจาก วิตามินซี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี มันจึงอาจจะช่วยในการป้องกันและต่อสู้กับโรค มะเร็ง ได้ มีการศึกษาอย่างมากในเรื่องนี้แต่ก็ยังไม่ข้อสรุปที่ชัดเจน โดยยังมีการถกเถียงกันอย่างมากเกี่ยว วิตามินซี กับการป้องกันและต่อสู้กับโรค มะเร็ง

-ช่วยในการป้องกันโรคต้อกระจก เนื่องจาก วิตามินซี สามารถช่วยปกป้องเลนส์ตาจากอันตรายต่างๆ เช่น ควันบุหรี่ แสงอุลตร้าไวโอเลต ที่เป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดโรคต้อกระจก มีการศึกษาอันหนึ่งพบว่าผู้หญิงที่รับประทานวิตามินซีมาอย่างน้อย 10 ปี พบว่ามีความเสี่ยงที่จะมีอาการเลนส์ตาขุ่นมัวซึ่งเป็นอาการเริ่มแรกของโรคต้อกระจก ลดลงถึง 77%

-บรรเทาอาการแพ้ หอบหืด ไซนัส ทั้งนี้เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้ว วิตามินซี มีคุณสมบัติเป็นสารต่อต้านภูมิแพ้ต่างๆ เช่น ฝุ่นละออง เกษรดอกไม้ ซึ่งอาการแพ้เหล่านี้ก็เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของโรคไซนัส นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่า วิตามินซี ช่วยป้องกันและทำให้อาการหอบหืดดีขึ้น

-ช่วยป้องกันอาการไมเกรน เมื่อรับประทานร่วมกับ pantothenic acid โดย วิตามินซี จะไปช่วยร่างกายในการต่อสู้กับความเครียดได้ดีขึ้น

-ช่วยเรื่องความจำ โดย วิตามินซี จะไปช่วยรักษาสภาพของเซลประสาทและจะได้ผลดียิ่งขึ้นหากรับประทานร่วมกับอาหารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ เช่น วิตามินอี แคโรทีน กิงโกะไบโลบ้า และโคเอนไซม์ Q10

ขนาดที่รับประทาน
ในสภาวะปกติปริมาณที่แนะนำให้รับประทานคือ 60 มิลลิกรัมต่อวัน (แต่ในคนที่สูบบุหรี่ 200 มิลลิกรัมต่อวัน) อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารเสริมสุขภาพได้แนะนำว่าเพื่อประสิทธิภาพที่ดีต่อสุขภาพควรจะต้องรับประทานอย่างน้อย 100-200 มิลลิกรัมต่อวัน คนที่มีความเครียดควรรับประทานวันละ 500 มิลลิกรัมต่อวัน แต่หากต้องการผลในด้านการป้งกันโรคต่างๆ เช่น มะเร็ง ความชรา ควรจะรับประทาน 250 – 1,000 มิลลิกรัม วิตามินซี.

ลดความอ้วน ต้องรู้ก่อนลดน้ำหนักหลักการง่ายๆ ที่เราเน้นกันบ่อยๆ

ลดความอ้วน ต้องรู้ก่อนลดน้ำหนักหลักการง่ายๆ ที่เราเน้นกันบ่อยๆ ครับ ถ้าต้องการควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เปลี่ยนแปลง คุณควรรับประทานอาหารที่มีปริมาณแคลอรีเท่ากับที่ใช้ออกไปในแต่ละวัน น้ำหนักตัวที่ได้ก็จะมีค่าคงที่ ในกรณีที่ต้องการให้น้ำหนักตัวลดลง จำเป็นต้องใช้พลังงานออกไปมากกว่าการได้รับพลังงานเข้ามา ลดความอ้วน.

ลดความอ้วน

ลดความอ้วน ในทางตรงข้ามถ้ารับประทานอาหารเข้าไปมากเกินความต้องการของร่างกาย พลังงานหรือแคลอรีส่วนเกินจะถูกเก็บสะสมในรูปของไขมัน พบว่าการเผาผลาญไขมัน 0.45 กิโลกรัม (1 ปอนด์) จำเป็นต้องใช้พลังงานถึง 3,500 แคลอรีโดยประมาณเชียวครับ

การลดน้ำหนักให้ได้ผล ควรประกอบไปด้วย 3 วิธีดังนี้ลดความอ้วน

1. ลดปริมาณอาหารหรือแคลอรีที่รับประทานเข้าไปให้ต่ำกว่าปกติ แต่รักษาระดับของการทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายให้คงที่

2. รักษาระดับของอาหารหรือแคลอรีที่รับประทานเข้าไปให้คงที่ แต่เพิ่มการใช้พลังงานมากขึ้นกว่าปกติลดความอ้วน

3. ปริมาณอาหารหรือแคลอรีที่รับประทานเข้าไปลง และเพิ่มการใช้พลังงานมากขึ้นในแต่ละวัน

ข้อควรจำ : น้ำหนักที่เหมาะสมในการลดน้ำหนักควรอยู่ระหว่าง 0.45-0.90 กิโลกรัม (1-2 ปอนด์) ต่อสัปดาห์ จะไม่มีผลต่อการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ และไม่ทำให้ร่างกายเกิดความเครียดมากเกินไปลดความอ้วน.

ลดต้นขา แม้แต่รูปร่างก็ต้องเป๊ะทุกสัดส่วนตั้งแต่ทรวดทรงองค์เอว

ลดต้นขา  แม้แต่รูปร่างก็ต้องเป๊ะทุกสัดส่วนตั้งแต่ทรวดทรงองค์เอว จนไปถึงเรียวขา จะมาเป็นสาวหน้าสวยแต่น่องตันก็คงไม่งามสักเท่าไร ดังนั้นเราจึงควรดูแลเรียวขาให้เรียบเนียนและกระชับได้สัดส่วนที่ดีอยู่เสมอ ด้วยวิธีลดต้นขาดังต่อไปนี้ ลดต้นขา.

ลดต้นขา
ลดต้นขา 1. ลดต้นขา ลดแป้งและไขมัน

ลดต้นขา ควรรับประทานอาหารตามหลักโภชนาการให้ครบทั้ง 3 มื้อ แต่เน้นผักและผลไม้สด รับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์และนมแค่พอดี โดยหลีกเลี่ยงอาหารประเภทข้าวหรือแป้งขัดสี อาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูง เพื่อป้องกันการสะสมไขมันส่วนเกินในร่างกาย นอกจากนี้ควรดื่มเปล่าอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว

2. ออกกำลังกายลดต้นขา อย่างสม่ำเสมอ

ออกกำลังกายลดต้นขา ออกกำลังกายวันละ 15 – 30 นาที หรือสัปดาห์ละ 3 ครั้ง เพื่อเผาผลาญพลังงานและไขมันส่วนเกินในร่างกาย โดยเน้นท่าออกกำลังกายตรงส่วนขาให้มากๆ อย่างเช่น การปั่นจักรยาน กระโดดเชือก เวทเทรนนิ่ง หรือเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเล็กๆ น้อยๆ เช่น ขึ้นบันได้แทนการใช้ลิฟต์ในที่ทำงาน เป็นต้น

3. โยคะ

โยคะลดต้นขา หนึ่งในการออกกำลังกายที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่ผู้หญิง เนื่องจากช่วยลดการบาดเจ็บจากการออกกำลังกายแบบอื่นๆ ได้พอสมควร และยังมีอีกหลายๆ ท่า ที่สามารถช่วยกระชับต้นขาอย่างได้ผล เมื่อปฏิบัติเป็นประจำและสม่ำเสมอ

4. นวดลดต้นขา เพื่อสลายเซลลูไลต์

นวดลดต้นขา ใช้เจลลดต้นขาหรือครีมลดต้นขาหรือครีมกระชับต้นขา นำมานวดบริเวณต้นขาประมาณ 20 – 30 นาทีต่อวัน เพื่อให้สารสกัดและส่วนประกอบต่างๆ ซึมซาบลงสู่ชั้นใต้ผิวหนัง และเข้าไปสลายไขมันและเซลลูไลต์ที่สะสมตามต้นขา จึงทำให้ต้นขากระชับและเล็กลง

5. เครื่องออกกำลังกายลดต้นขา

เครื่องออกกำลังกายลดต้นขา การออกกำลังที่มีอุปกรณ์ช่วยทำให้การลดต้นขานั้นสนุกและง่ายมากขึ้น ซึ่งมีหลากหลายชนิดให้เลือก แต่อุปกรณ์ที่น่าแนะนำมากที่สุดก็คือ “จักรยานไฟฟ้า” หรือ “เครื่องบริหารช่วงขา” เนื่องจากหาซื้อได้ง่ายและราคาไม่สูงมากลดต้นขา

6. กางเกงลดต้นขา

กางเกงลดต้นขา เป็นกางเกงที่ผลิตจากผ้าไนลอน มีลักษณะคล้ายกางเกงเลกกิ้งผสมกับถุงน่อง เมื่อสวมใส่เข้าไปจะช่วยยกเก็บกระชับต้นขาที่หย่อนคล้อยให้ดูเรียวขึ้น จากนั้นจึงค่อยสวมทับด้วยกางเกงขายาวหรือกระโปรงยาว ซึ่งวิธีนี้จะเห็นผลเฉพาะตอนที่สวมใส่กางเกงลดต้นขาเท่านั้น

7. ดูดไขมันลดต้นขา

ดูดไขมันลดต้นขา วิธีนี้ได้ผลลัพธ์ที่ดีมาก แต่ถ้าไม่ควบคุมอาหารหรือออกกำลังกายก็จะเกิดการสะสมไขมันขึ้นมาใหม่ รวมถึงยังมีค่าใช้จ่ายสูงและค่อนข้างเจ็บตัวพอสมควร โดยใช้เทคโนโลยีคลื่นเสียง (Ultrasound) เข้าไปทำให้ไขมันแตกตัวหรือสลายกลายเป็นของเหลว จากนั้นจึงใช้เครื่องดูดของเหลวนั้นออกมา

8. ฉีดโบทอกซ์ลดต้นขา

ฉีดโบทอกซ์ลดต้นขา การฉีดโบทอกซ์หรือ Botulinum Toxin เหมาะสำหรับผู้ที่มีต้นขาใหญ่อันเนื่องมาจากกล้ามเนื้อเท่านั้น เมื่อหลังจากฉีดได้ประมาณ 1 – 2 เดือน ก็จะเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนว่าต้นขาเล็กลงนั่นเอง และควรฉีดซ้ำทุก 4 – 6 เดือนลดต้นขา

9. ทำคาร์บ็อกซี่ลดต้นขา

ทำคาร์บ็อกซี่ลดต้นขา Carboxy Therapy เป็นเทคนิคการฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปที่ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง เพื่อให้เกิดปฏิกิริยาเร่งสลายไขมัน ขณะเดินก๊าซจะรู้สึกเจ็บยุบยิบๆ วิธีนี้จะเห็นผลเพียงใดขึ้นอยู่กับผู้ที่รับการบริการด้วย และอาจจะต้องทำซ้ำ 3 – 4 ครั้ง

10. ฉีดลดต้นขา

ฉีดลดต้นขา เรียกว่า Lipodissolve เป็นการฉีดกลุ่มตัวยาที่มีสรรพคุณในการสลายไขมันเข้าไปที่ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ทำให้ผนังไขมันเกิดการแตกตัวกลายเป็นไขมันเหลว จากนั้นร่างกายก็จะดูดซึมกลับไป ซึ่งวิธีนี้จะต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพราะการฉีดแต่ละครั้งจะสลายไขมันได้แค่เพียงบางส่วน ลดต้นขา.

สูตรลดริ้วรอย ปัญหาร่องแก้มหรือรอยย่นที่แก้ม

สูตรลดริ้วรอย ปัญหาร่องแก้มหรือรอยย่นที่แก้ม มีสาเหตุหลักมาจากความหย่อนคล้อยของผิว อันเนื่องมาจากคอลลาเจนและอีลาสตินที่อยู่ใต้ผิวเกิดเสื่อมประสิทธิภาพจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ริ้วรอยบริเวณร่องแก้มยังมาจากปัจจัยกระตุ้นและพฤติกรรมอื่น ๆ อีกเช่น การสูบบุหรี่ รังสียูวีจากแสงแดด ที่เป็นตัวส่งผลให้เกิดการทำลายโครงสร้างผิว ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วรอยย่นที่แก้มจะมีลักษณะเป็นร่องลึกเป็นเส้นยาวตั้งแต่บริเวณปีกจมูกโค้งลงมาถึงที่มุมปาก หรืออาจยาวลงมาถึงคางเลยทีเดียว สูตรลดริ้วรอย.

สูตรลดริ้วรอย

สูตรลดริ้วรอย แต่งหน้าลดร่องแก้ม ด้วยเทคนิคดังต่อไปนี้จะช่วยทำให้คนที่มีปัญหาร่องแก้มลึกมีผิวเรียบเนียนได้อย่างไม่ยากเย็น ! โดยเริ่มจากให้แต้มครีมรองพื้น 5 จุด ให้ทั่วทั้งใบหน้า (หน้าผาก, จมูก, คาง และแก้มทั้งสองข้าง) จากนั้นให้ใช้ฟองน้ำเกลี่ยให้ทั่วใบหน้าจนเรียบเนียน ส่วนบริเวณร่องแก้มให้ใช้คอนซีลเลอร์ชนิดดินสอเนื้อบาง ๆ ที่สีสว่างกว่าผิวจริง (คอนซีลเลอร์เนื้อดินสอจะเกาะผิวได้ดีกว่าชนิดอื่น ๆ) โดยเขียนลงไปบริเวณร่องแก้ม แล้วใช้ปลายนิ้วกลางค่อย ๆ ตบและเกลี่ยคอนซีลเลอร์แบบเบา ๆ จนกระทั่งเนื้อครีมเรียบกลมกลืนไปกับผิว (สาเหตุที่เป็นนิ้วกลางก็เพราะว่า นิ้วกลางจะมีคุณสมบัติในเรื่องของความอุ่นที่ช่วยทำให้ครีมรองพื้นและคอนซีลเลอร์ผสมเป็นเนื้อเดียวกัน และช่วยลดปัญหารองพื้นเป็นคราบระหว่างวันได้เป็นอย่างดี) จากนั้นให้ใช้แป้งฝุ่นปัดทับเบา ๆ ให้ทั่วใบหน้าเพื่อรองพื้นเซตตัว แล้วจึงค่อยแต่งหน้าในขั้นตอนอื่นต่อไปสูตรลดริ้วรอย
แต่งหน้าลดร่องแก้ม
นวดหน้าลดริ้วรอย การใช้มือนวดคลึงบนใบหน้าเบา ๆ เป็นประจำ ประมาณ 15 นาที จะช่วยทำให้เลือดมาเลี้ยงผิวหนังบริเวณใบหน้ามากยิ่งขึ้น จึงช่วยทำให้ผิวเปล่งปลั่ง อัตราการเกิดริ้วรอยก็ลดน้อยลง
บริหารหน้าลดริ้วรอยร่องแก้ม ด้วยวิธีง่าย ๆ เพียงแค่ออกเสียง เอ อี ไอ โอ ยู (A E I O U) โดยเกร็งกล้ามเนื้อให้มากที่สุด ซึ่งการออกเสียงโดยการเกร็งกล้ามเนื้อรอบปากก็เหมือนกับการทำโยคะหน้าไปในตัว แต่วิธีนี้จะช่วยเน้นการลดริ้วรอยร่องแก้ม ส่วนอีกสูตร ใน 1 เซ็ท จะมีอยู่อยู่กัน 5 สเต็ป โดยเริ่มจากสเต็ปแรก ให้อ้าปากให้กว้างมากเท่าที่จะทำได้ค้างไว้ นับ 1-10 สเต็ปต่อมา ให้ทำปากจู๋ ยื่นริมฝีปากออกไปให้มากที่สุด (แต่ห้ามเม้มปาก) นับ 1-10 สเต็ปที่ 3 ให้ยิ้มจนมุมปากตึงทั้งซ้ายและขวา นับ 1-10 สเต็ปที่ 4 ให้เหยียดริมฝีปากไปทางด้านซ้ายให้มากที่สุด นับ 1-10 และสเต็ปสุดท้ายให้เหยียดริมฝีปากไปด้านขวาให้ได้มากที่สุด แล้วนับ 1-10 โดยให้ทำวันละ 3 เซ็ท เป็นประจำทุกวันสูตรลดริ้วรอย
บริหารหน้าลดริ้วรอยร่องแก้ม
การทำทรีทเม้นท์ประเภทยกกระชับต่าง ๆ ที่ช่วยยกกล้ามเนื้อใบหน้าให้กระชับเต่งตึงยิ่งขึ้นได้ รวมไปถึงการทำไอออนโตหรือโฟโนโดยใช้เจลคอลลาเจนหรือไฮย่า ก็ช่วยลดริ้วรอยร่องแก้มได้เช่นกัน แต่ต้องทำอย่างสม่ำเสมออาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง
ฉีดโบท็อกซ์ (ฉีดลดริ้วรอย) นับเป็นเทรนเสริมความงามยอดนิยมของโลก นอกจากจะช่วยลดขนาดกล้ามเนื้อบริเวณกราม ปรับรูปหน้าให้เรียวเล็กลงได้แล้ว การฉีดโบท็อกซ์ซึ่งมีคุณสมบัติทำให้เกิดการคลายตัวของกล้ามเนื้อก็ช่วยกระชับแก้มและลดเลือนริ้วรอยต่าง ๆ ให้จางหายไปได้เหมือนกัน โดยจะเริ่มเห็นผลหลังการฉีดประมาณ 2 สัปดาห์ ซึ่งจะสังเกตได้ว่าข้างแก้มทั้งสองข้างจะดูเรียบเนียนเต่งตึงขึ้น แต่วิธีนี้จะใช้ผลดีกับผู้ที่มีร่องแก้มตื้น ๆ เท่านั้น ถ้าร่องแก้มลึกมากก็อาจจะไม่เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงมากนัก
ฉีดโบท็อกซ์ลดร่องแก้ม
ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม (ฉีดร่องแก้ม) เทรนฮิตติดลมที่ตามโบท็อกซ์มาติด ๆ สำหรับการฉีดฟิลเลอร์ (Filler) เติมร่องแก้ม จะเป็นการฉีดสารเติมเต็มตามธรรมชาติซุึ่งอยู่ได้ชั่วคราว (Hyaluronic acid – ยี่ห้อที่ได้รับความนิยมและผ่าน อย. ในบ้านเราจะมีอยู่ด้วยกัน 2 ยี่ห้อ คือ Restylane และ Esthelis) เข้าไปในผิวหนังบริเวณที่เป็นริ้วรอยร่องลึกเพื่อเต็มเติมให้ผิวดูเรียบเนียนและเต่งตึงไร้ริ้วรอย หลังฉีดเสร็จบริเวณที่ฉีดจะมีอาการบวมตึง แดงเล็กน้อย หรือเขียวช้ำประมาณ 1-2 วัน และจะหายไปเองประมาณ 1-2 สัปดาห์ วิธีนี้เรียกได้ว่าฉีดเสร็จปุ๊ป ผิวจะอวบอิ่มและเต่งตึงขึ้นมาแบบทันตาเลยทีเดียว โดยทั่วไปแล้วสารเติมเต็ม (Hyaluronic acid) จะอยู่ได้นานประมาณหนึ่งถึงสองปี (ถ้าเป็นของแท้) แต่หากอยู่ในสภาวะที่ต้องเจอความร้อนสูงอย่างการเข้าซาวน่าเป็นประจำจะทำให้อายุของสารเติมเต็มน้อยลง
ฉีดร่องแก้มสูตรลดริ้วรอย
ร้อยไหมดึงหน้า จัดเป็นการยกกระชับอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ช่วยยกกระชับหน้าได้ผลดีและรวดเร็ว เมื่อไหมเข้าสู่ผิวหนังจะทำให้เกิดการอักเสบเล็ก ๆ ของผิวหนังที่ร้อยไหมเข้าไป จึงเป็นการช่วยกระตุ้นการสร้างเลือดใหม่ ทำให้ผิวเกิดการไหลเวียนเลือดที่ดีขึ้น และมีผลให้เกิดกระบวนการสร้างคอลลาเจนรอบ ๆ เส้นไหม จึงเกิดการยกกระชับมากขึ้น
ร้อยไหมลดร่องแก้ม
ลดริ้วรอยด้วยเลเซอร์ (เลเซอร์ร่องแก้ม) เป็นการใช้เครื่องมือเลเซอร์ที่มีคุณสมบัติกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ เพื่อเป็นการช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า ได้แก่ Nd:YAG, Fractional laser และ IPL
สร้างคอลลาเจนจากเกล็ดเลือด (PRP – Platelet Rich Plasma) เป็นการนำเลือดของเราเองที่ผ่านกระบวนการคัดแยกเกล็ดเลือด (ใช้เลือดเพียงไม่กี่ซีซี) แล้วนำมาฉีดกลับเข้าไปที่ผิวในบริเวณที่ต้องการ ซึ่งเกล็ดเลือดนี้จะเข้าไปกระตุ้นให้เกิดการสร้างเซลล์รอบ ๆ ตัวมัน จึงเป็นการกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวดูอวบอิ่ม แต่วิธีนี้จะต้องทำเดือนละครั้งติดต่อกัน 3 เดือน หลังจากนั้นก็สามารถเว้นระยะได้เกือบปี
PRP
ใช้สารเติมเต็มที่สร้างจาก Stem cell ซึ่งสกัดมากจากเซลล์ในร่างกายของเราเอง วิธีนี้จะเป็นการดูดเอาไขมันบริเวณหน้าท้องออกมา แล้วนำมาผ่านกระบวนการคัดแยกเซลล์ต้นกำเนิดจากไขมัน และกระตุ้น ซึ่งจะได้เซลล์ต้นกำเนิดที่ดีกว่าในเลือด สามารถให้ผลการรักษาที่ดีกว่าการสร้างคอลลาเจนจากเกล็ดเลือด ทำเพียงปีละครั้ง แต่ราคาทำต่อครั้งค่อนข้างแพง และมีขั้นตอนการทำที่ยุ่งยาก เพราะการเอาเลือดออกมาเพียงไม่กี่ซีซีย่อมง่ายกว่าการเอาไขมันออกมาจากร่างกาย
Fractional RF Microneedle เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มมวลของผิวให้กับใบหน้า โดยเป็นการใช้เทคโนโลยีพลังงานคลื่นวิทยุความถี่สูง (RF) ส่งพลังงานไปกระตุ้นองค์ประกอบสำคัญของผิว คือ คอลลาเจน อีลาสติน และไฮยาลูโรนิค แอซิดพร้อมกันในคราวเดียวกัน เป็นการส่งพลังงานลงไปที่ใต้ผิวเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างมวลผิวด้วยตัวเอง จุดเด่นอีกอย่างของเครื่องมือชนิดนี้ก็คือมันจะส่งพลังงานเป็นระยะ ๆ ในอุณหภูมิแบบคงที่ด้วยเข็มนาโนที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ทำให้พลังงานลงสู่ผิวชั้นลึกที่เราต้องการได้โดยตรง ไม่เกิดการสูญเสียพลังงานไประหว่างชั้นผิวและไม่ทำลายเซลล์ผิวส่วนอื่น ๆสูตรลดริ้วรอย.

วิธีขาวเร็วที่สุด สาวๆที่ต้องการมีผิวขาวแบบด่วนจี๊ฉบับเร่งรีบ

วิธีขาวเร็วที่สุด สาวๆที่ต้องการมีผิวขาวแบบด่วนจี๊ฉบับเร่งรีบ วิธีการฉีดผิวขาวคงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของคนที่อยากมีผิวขาวใช่ไหมค่ะ การฉีดผิวขาวทำให้ขาวได้จริงตามคำโฆษณาและพ่วงด้วยราคาที่สูง และในยุคที่มีเทคโนโลยีก้าวไกล สื่อต่างๆเข้ามามีอิทธิพลต่อสภาพแวดล้อมและจิตใจ เห็นคนโน้นคนนี้ขาวสวย ก็อิจฉาเป็นธรรมดาใช่ไหมละ แต่ที่ปวดใจกว่าผู้ชายสมัยนี้สวยเกินผู้หญิงไปซะแล้ว จึงไม่แปลกใจเลยที่เราอยากจะมีผิวขาวใสน่าลงไหลแบบนั้นบ้าง มาศึกษากันว่าการฉีดผิวขาวให้อะไรกับเราบ้าง วิธีขาวเร็วที่สุด.

วิธีขาวเร็วที่สุด

วิธีขาวเร็วที่สุด ผลจากการฉีดผิวขาวดีอย่างไร
การฉีดผิวขาวจะเห็นผลได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ฉีดเข้าไปในเส้นเลือด ผลจากการฉีดสามารถเปลี่ยนผิวจากผิวคล้ำเป็นผิวขาวใสขึ้นได้ การฉีดผิวขาวเค้าจะฉีดเป็นคอร์ส กี่ครั้งก็ว่ากันเป็น ฉีดสัปดาห์ละเข็ม จะเห็นผลชัดเจนประมาณเข็มที่ 3 จะเริ่มมีออร่า แบบดาราตามคำโฆษณา และนั้นเป็นสามารถทำให้ใครต่อใครอยากจะฉีดผิวขาวให้ตัวเองดูดีขึ้นวิธีขาวเร็วที่สุด
ฉีดสารอะไรเข้าไปส่งผลให้ผิวขาวได้

ฉีดกลูต้าไธโอนเพื่อผิวขาววิธีขาวเร็วที่สุด

1. การฉีดกลูต้าไธโอนเพื่อผิวขาว
ตามสถานเสริมความงาม นิยมฉีดสารกลูต้าไธโอนเข้าไปให้กับลูกค้าที่รักสวยรักงาม เนื่องจาก กลูตาไธโอนสามารถยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส (tyrosinase) ได้ และส่งผลให้เม็ดสีของผิวหนังเปลี่ยนจากเม็ดสีน้ำตาลดำเป็นเม็ดสีชมพูขาว อีกทั้ง วิตามินซี วิตามินอี วิตามินเอ มีสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ที่จะมาทำลายคอลลาเจน มีผลในการป้องกันการทำลายเซลล์ หรือการเสื่อมสภาพของอวัยวะต่างๆของร่างกายจึงช่วยชะลอการเกิดริ้วรอย ทำให้ผิวพรรณสดใส เปล่งปลั่ง และผิวขาวใสได้ค่ะ

ในทางการแพทย์พบว่าการนำกลูต้าไธโอน (Glutathione) มาทดลองใช้ในการรักษาโรคต่าง เช่น ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหาร ผลจากการฉีดกลูต้าไธโอน (Glutathione) เข้าไปทางหลอดเลือดดำ จะผลข้างเคียงของการฉีดกลูต้าไธโอน (Glutathione) นั้นทำให้เม็ดสีผิวขาวขึ้น และเม็ดเลือดดำเปลี่ยนเป็นสีชมพู ทุกวันนี้การใช้กลูต้าไธโอน (Glutathione) ยังถือว่าใช้ในทางที่ผิดวัตถุประสงค์ และยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าขาวได้ถาวรหรือไม่

2. การฉีดคอลลอเจนเพื่อลดริ้วรอยวิธีขาวเร็วที่สุด
การฉีดคอลลาเจน สามารถแก้ปัญหาริ้วรอยเหี่ยวย่นเนื่องด้วยอายุที่เพิ่มขึ้น ช่วยให้ริ้วรอยเหี่ยวย่นหายไป ช่วยยกกระชับผิวบริเวณที่ฉีดให้เต่งตึงมีความชุ่มชื่น เปล่งปลั่ง และช่วยลดริ้วรอยแผลเป็นให้แผลตื้นขึ้นได้ มีการนำคอลลาเจนมาใช้ในระยะ 20 กว่าปีที่ผ่านมา (ค.ศ.1981) อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะด้านศัลยกรรมตกแต่ง แต่ผลของการฉีดคอลลอเจนจะไม่คงทนถาวร ต้องฉีดซ้ำ ภายใน 6-8 เดือน และจะสะลายตัวหมดไปใน 6-24 เดือน และหากฉีดในปริมาณมากไป ริ้วรอยต่างๆ หรือแผลเป็น อาจจะเห็นเป็นรอยนูนขึ้นมามากกว่าเดิมได้
3. การวิตามินซีเพื่อผิวขาวและทนทานต่อแสงแดด
เป็นที่รู้ๆกันดีว่าวิตามินซีมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของเซลล์ผิว บำรุงเซลล์ผิวที่แข็งแรง และช่วยชะลอริ้วรอยเหี่ยวย่นของผิวได้ จึงกระตุ้นให้ผิวเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล และทำให้ผิวขาวขึ้นได้ วิตามินซีมีทั้งแบบกินและแบบฉีด แบบกิน 500mg. หรือ 1000mg. การกินวิตามินซีเข้าไปเมื่อถึงจุดจุดหนึ่งที่ร่างกายเราจะรับได้ประมาณหนึ่ง ส่วนที่เกินนั้นร่างกายจะขับออกมาเอง ส่วนแบบฉีดนั้นจะเห็นผลได้ชัดเจนกว่าการกิน เพราะในขณะที่ฉีดเข้าทางหลอดเลือด จะออกฤทธิ์ได้ทันทีทั่วร่างกาย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงจะเห็นผลได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ฉีด เช่นผิวดูสดใส หน้าตาไม่หมองคล้ำ แผลหายง่ายกว่าเดิม และทำให้ผิวขาวได้นั้นเอง
ครีมกันแดดช่วยผิวขาว

หลังฉีดผิวขาวสิ่งที่ควรระวังให้มากที่สุด
ผู้ที่ฉีดผิวขาวมา ผิวหนังจะไวต่อการรับรู้ของแสงมาก ควรทาครีมกันแดด SPF50+ ทุกวัน และควรหลบแดดให้มากถึงมากที่สุด เพราะว่าผิวจะไหม้ได้ง่ายมากๆ หากมีอาการแพ้เกิดขึ้นควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว

อันตรายผลข้างเคียงหลังจากฉีดผิดขาว
การฉีดผิวขาวก็คือโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น เพียงแค่อยากสวยเหมือนดารา อยากมีออร่าตามค่านิยมที่ผิดๆ โดยสารต่างๆที่ฉีดเข้ามาในเส้นเลือด ในทางการแพทย์ยังไม่เป็นที่ยอมรับว่าจะขาวได้จริงถาวร แต่เป็นเพียงผลพลอยได้ที่ทำให้ผิวขาว ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ออกประกาศเตือน ว่ายังไม่มีการอนุญาตให้ขึ้นทะเบียน พร้อมทั้งให้ข้อมูลว่าการฉีดสารดังกล่าวถือว่าเสี่ยงอันตรายมาก อาจทำให้เกิดการแพ้ยาถึงขั้นช็อก และเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนังด้วยซึ่งเป็นอันตราย หรือถ้ารุนแรงกว่านั้น ก็อาจทำให้เสียชีวิตได้

สาวๆ ท่านไหนที่ต้องการมีฉีดผิวขาวควรหาข้อมูล และคลีนิคที่มีมาตราฐาน มีความน่าเชื่อถือ ให้ดีก่อนนะค่ะ ไม่งั้นอาจจะเจอลองปลอมได้น่ะ อย่างไรก็ตามการฉีดผิวขาวทำให้ผิวขาวใสแล้ว อยากให้สาวๆ ระวังอันตรายที่จะตามมาด้วย สารเคมีที่เราฉีดผิวเข้าไปอาจจะสะสมในร่างกายแล้วก่อให้เกินโทษในอนาคตก็ได้ใครจะรู้!! วิธีขาวเร็วที่สุด.

ลดพุง เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลยว่าปัญหาเกี่ยวกับรูปร่าง

ลดพุง เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลยว่าปัญหาเกี่ยวกับรูปร่าง ที่กวนใจทั้งหญิงและชาย ในอันดับต้น ๆ นั่นคือปัญหาที่เกี่ยวกับ “พุง” เพราะการที่เรามี “พุง” ทำให้เราเสียบุคลิกแล้ว ยังลำบากในเรื่องการเลือกซื้อเสื้อผ้า เพื่ออำพราง ยิ่งไปกว่านั้นความมั่นใจต่อเพศตรงข้าม ไม่ต้องพูดถึงหายไปกว่าครึ่ง ดังนั้น จึงมีการเสาะหาวิธีการต่าง ๆ วิธีลดพุง วิธีลดพุงเร่งด่วน ที่จะช่วยในการลดพุงให้ได้ผล แต่ก็นั่นแหละ แต่ละวิธีการที่มีการแนะนำ ถามว่า ถ้าทำได้จริง ๆ ก็ได้ผลแน่นอน แต่ในสภาพสังคม ลดพุง.

ลดพุง

ลดพุง ปัจจุบันที่ทุกอย่างเร่งรีบ สภาพการจราจรติดขัด ผู้คนส่วนใหญ่จะหาเวลาที่ไหนไปออกกำลังกายลดพุง แค่วิธีการควบคุมอาหารในแต่ละมื้อยังเป็นเรื่องยุ่งยาก เนื่องด้วยฝากท้องไว้กับร้านอาหารข้างทางซะส่วนใหญ่ จึงสามารถสรุปได้ว่า ปัญหาเรื่อง “พุง” เกิดง่ายแต่แก้ยากในภาวะการณ์ปัจจุบัน

แต่ทุกปัญหาย่อมมีทางออก วันนี้เรามี วิธีการลดพุงผู้ชาย และ วิธีการลดพุงผู้หญิง มาแนะนำ โดยไม่ต้องไปออกกำลังกายหนัก ๆ ไม่ต้องลดอาหาร เพียงแค่ปรับพฤติกรรมในการใช้ชีวิตประจำวันเท่านั้นเอง

1. เปลี่ยนความเชื่อผิด ๆ โดยหลายคนมักบอกว่า “อย่าพยายามเปลี่ยนขนาดของเสื้อผ้า” กล่าวคือ ถ้าอ้วนก็ให้ทนใส่เสื้อผ้าคับ ๆ ต่อไปเพื่อเป็นการเตือนตัวเองว่า “เธออ้วนนะ” ทราบหรือไม่ว่าการกระทำเช่นนั้นทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตมีปัญหา รวมทั้งไขมันในส่วนที่โดยรัดก็ไม่ได้สลายหายไป แต่เปลี่ยนจุดไปกระจายอยู่ในส่วนต่าง ๆของร่างกายแทนลดพุง

และความเชื่อที่ผิดอีกอย่างคือ “ถ้าอยากลดพุง ต้องอดอาหาร” โดยร่างกายเราต้องมีสารอาหารไปหล่อเลี้ยงอวัยวะอื่นทุก ๆ วัน ดังนั้น การอดอาหารจะส่งผลให้ขาดสารอาหาร ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย หงุดหงิด มีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างแน่นอน รวมทั้ง เมื่อเรากินร่างกายก็เริ่มกักเก็บไขมันเช่นเดิม ก็ไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุแต่อย่างใด

2. ไม่นอนดึกและพักผ่อนให้เพียงพอ กล่าวคือพักผ่อนไม่ต่ำกว่าวันละ 6 ชั่วโมง และนอนไม่เกิน 4 ทุ่ม ซึ่งการพักผ่อนในช่วงเวลาดังกล่าวร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนที่ช่วยในการเผาผลาญพลังงานออกมา ซึ่งจะช่วยกำจัดไขมันส่วนเกินได้ลดพุง

3. อย่าเครียด เพราะการเครียดจะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมน ซึ่งเป็นสิ่งที่ส่งไขมันไปสะสมบริเวณหน้าท้อง ดังนั้นถ้าไม่อยากมีพุง อย่าเครียด

4. การออกกำลังกายในระหว่างการใช้ชีวิตประจำวัน โดยมีการขยับร่างกายไปมา เพื่อให้ร่างกายเกิดการเผาผลาญอย่างต่อเนื่อง เช่น

แขม่วนหน้าท้อง เป็นการออกกำลังกายง่ายๆที่สามารถทำได้อยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังเป็นการช่วยบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องอีกด้วย โดยการหายใจเข้าแล้วแขม่วท้องเอาให้ได้มากที่สุด จากนั้นค่อยๆผ่อนลมหายใจออกจากท้องให้มากที่สุด ทำซ้ำประมาณ 10 ครั้ง
การนั่งยกขา โดยการนั่งหลังตรงพิงกับเกาอี้ ค่อยๆยกขาขึ้นให้ปลายเท้าลอยขึ้นจากพื้นเล็กน้อย ประมาณ 2-5 นิ้ว ขณะที่ทำการยกขาให้ใช้แรงจากหน้าท้องส่วนล่าง โดยยกขาค้างเอาไว้ประมาณ 5 วินาที แล้วสลับข้าง ให้ทำซ้ำประมาณ 10 ครั้ง
การเดิน ในขณะที่การออกกำลังกายโดยการเดิน หน้าท้องของจะเกร็งโดยอัตโนมัติ ทำให้หน้าท้องกระชับ และยังช่วยลดต้นขาอีกด้วย

5. หากไม่สามารถ วิธีลดพุง ทำตามที่กล่าวมาได้ หรืออยากได้เครื่องมือที่ช่วยในการทุ่นแรงและทุ่นเวลาในการลดน้ำหนักหรือลดพุง ก็ให้มองหาผลิตภัณฑ์อาหารเสริมลดน้ำหนักที่ช่วยเรื่องการแก้ปัญหาอย่างตรงจุด เพราะเป็นอีกทางเลือกนึงที่ทำให้เราสามารถบรรลุเป้าหมายในการลดพุงได้ ลดพุง.

ลดต้นแขน สำหรับวิธีลดต้นแขนนั้นก็มีอยู่ด้วยกันหลากหลายวิธี

ลดต้นแขน สำหรับวิธีลดต้นแขนนั้นก็มีอยู่ด้วยกันหลากหลายวิธี มีทั้งได้ผลบ้างและไม่ได้ผลบ้าง แต่วันนี้เราจะมาแนะนำมีวิธีลดต้นแขนแบบง๊ายง่าาย ที่คุณสามารถทำได้สบาย ๆ มาฝาก โดยจะทำให้แขนของคุณเรียวสวยขึ้นได้ภายใน 7 วัน ลดต้นแขน.

ลดต้นแขน

ลดต้นแขน
ออกกำลังกาย การออกกำลังกายโดยเน้นลดต้นแขนจะต้องโฟกัสไปที่กล้ามเนื้อแขนด้านหน้าและด้านหลังเพื่อให้เกิดความกระชับทุกส่วนเท่า ๆ กัน ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลานานหน่อยแต่เห็นผลแน่นอน
เปลี่ยนพฤติกรรม หากต้องการมีรูปร่างที่ดูดีอยู่กับเราไปนาน ๆ คุณควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างน้ำสะอาด นม ผักและผลไม้ และให้ลดหรือหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารจำพวกทอด ๆ ที่มีไขมันสูง แป้ง น้ำตาล ฯลฯ แล้วหันมาออกกำลังแขนเบา ๆ อย่างสม่ำเสมอลดต้นแขน
เลือกสวมใส่เสื้อผ้าสักนิดลดต้นแขน เสื้อแขนสั้นมักจะรัดต้นแขนทำให้เห็นความใหญ่ของแขนชัดเจน ส่วนเสื้อแขนยาวก็อาจทำให้แขนดูตัน ๆ แต่ถ้าคุณลองเปลี่ยนมาใส่เสื้อแขนสามส่วน ความยาวของแขนเสื้อจะมาสิ้นสุดเอาตรงส่วนที่เล็กที่สุดของท่อนแขนพอดี จะทำให้แขนดูไม่ใหญ่ได้ หรือเลือกใส่เสื้อแขนยาวซีทรู เพื่อให้มองเห็นได้ลาง ๆ ซึ่งจะช่วยทำให้แขนไม่ดูตันหรือจงใจปกปิดมากจนเกินไป หรืออีกวิธีให้เลือกใส่เสื้อที่เปิดให้เห็นเนื้อแค่เพียงช่วงไหล่ จะเป็นแขนสั้นหรือยาวขนาดใดก็ได้ วิธีนี้จะช่วยพรางต้นแขนได้ดีเลยทีเดียว เพราะจุดสนใจจะเปลี่ยนไปอยู่ตรงที่เปิดโชว์แทน (แทนที่จะเป็นต้นแขน) และสิ่งที่ต้องระวังก็คืออย่าเลือกใส่เสื้อที่แขนเสื้อดูรัดแน่นหรือใหญ่เกินไปจนดูรุงรัง เพราะจะยิ่งกลายเป็นการเน้นให้เห็นถึงความใหญ่ของต้นแขนให้ชัดขึ้น ลดต้นแขน
ปลอกกระชับต้นแขน มีให้เลือกอยู่หลายเกรดหลายราคา มีทั้งแบบเนื้อผ้าทอด้วยเส้นใยพิเศษหรือเป็นแบบพลาสติกตั้งแต่ราคาหลักร้อยไปจนถึงหลักพัน วิธีใช้ก็ง่ายและสะดวกมาก แค่สวมใส่ติดแขนไว้ ก็จะช่วยทำให้ต้นแขนดูฟิตขึ้นได้ทุกเวลา จะสวมใส่ตอนอยู่บ้าน ตอนนอน หรือใส่ไปทำงานก็ได้
ปลอกกระชับต้นแขน
ครีมลดต้นแขน หรือครีมร้อน-เย็นกระชับสัดส่วน ส่วนใหญ่ที่มีขายจะเป็นในรูปแบบของโลชั่น ครีม หรือเจล ที่มีสารสกัดจากสมุนไพร เมื่อทาแล้วจะเกิดความร้อนในอุณหภูมิที่ทนได้ ความร้อนและเย็นเหล่านี้จะไปช่วยสลายไขมันได้หากถูนวดเป็นประจำ ทำให้ผิวบริเวณนั้นดูกระชับและเล็กลง
ฉีดลดต้นแขน หรือ เมโสแฟต (Mesotherapy) เป็นการฉีดยาที่มีสรรพคุณช่วยสลายไขมันต้นแขนส่วนเกินเข้าไปที่ชั้นไขมันใต้ผิวหนังโดยตรง โดยยาที่ใช้จะเป็นกลุ่มยาหลาย ๆ ตัวผสมกันแล้วฉีด เช่น Phosphatidylcholine, L-carnitine, Deoxycholate, Dexpanthenol (B5), Amino acids, Minerals ฯลฯ ซึ่งตัวยาจะเข้าไปทำให้ผนังไขมันเกิดการแตกตัว ไขมันที่จับตัวกันเป็นก้อนจะสลายออกเป็นไขมันเหลว แล้วรอร่างกายดูดซึมกลับไปเอง โดยวิธีนี้อาจจะต้องฉีดต่อเนื่องอยู่เรื่อย ๆ เพราะการฉีดครั้งหนึ่งจะละลายไขมันได้แค่เพียงบางส่วนเท่านั้น จึงทำให้หลายคนทำแล้วไม่ได้ผล (ผลลัพธ์ที่ได้อาจไม่เป็นอย่างในภาพ) ลดต้นแขน.