กระชับรูขุมขน เป็นเรื่องธรรมดาของสาวไทยที่จะมีรูขุมขนกว้างที่บริเวณโซน

กระชับรูขุมขน เป็นเรื่องธรรมดาของสาวไทยที่จะมีรูขุมขนกว้างที่บริเวณโซน รอบๆ จมูก และหน้าผาก ทำให้เกิดความมันที่บริเวณทีโซน สร้างความยากให้กับการแต่งหน้าสวยๆ เสียเหลือเกิน อีกทั้งยังเกิดการอุดตันเป็นสาเหตุในการเกิดสิวอีกด้วย วันนี้ จึงนำ 5 วิธีสุดเด็ด ที่จะช่วยให้คุณบอกลารูขุมขนกว้างบนใบหน้าไปได้เสียที หมั่นทำเป็นประจำรับรองช่วยได้และเห็นผลจริงๆค่ะ กระชับรูขุมขน.

กระชับรูขุมขน

กระชับรูขุมขน

1.ล้างหน้าด้วยน้ำอุณหภูมิห้องทุกวัน
แต่ไม่ควรล้างหน้าบ่อยจนเกินไป กางล้างหน้าที่เหมาะสมควรทำเพียง 2 ครั้งเท่านั้น ตอนเช้าตื่นนอน และตอนกลางคืนในช่วงเวลาชำระล้างร่างกาย การล้างหน้านั้นจะช่วยล้างคราบสิ่งสกปรกที่อุดตันอยู่ในรูขุมขนออกไป ซึ่งเป็นการช่วยกระชับรูขุมขนของคุณให้เล็กลงได้กระชับรูขุมขน

2.ประคบก้อนน้ำแข็งบนใบหน้า
โดยการนำก้อนน้ำแข็งถูเบาๆ ไปตามบริเวณที่รูขุมขนกว้าง ประมาณ 15-30 วินาที จะช่วยทำให้รูขุมขนกระชับแล้วเล็กลง อีกทั้งยังเรียกความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้าได้อีกด้วย ทำประจำทุกเช้าได้ยิ่งดีค่ะ

3.เบคกิ้งโซดากระชับรูขุมขน
เมคอัพอาร์สติส มืออาชีพเคยบอกไว้ว่า เบคกิ้งโซดาช่วยในการกระชับรูขุมขนบนใบหน้าได้ พร้อมยังต่อต้านการเกิดสิวสำหรับสูตรการใช้เบคกิ้งโซดานั้นไม่ยาก คือ ผสมเบคกิ้งโซดาประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ กับน้ำอุ่นประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ จากนั้นนำส่วนผสมที่ได้ทาลงบนผิวที่มีปัญหารูขุมขนกว้าง แล้วนวดให้เป็นวลกลมอย่างเบาๆ ประมาณ 30 วินาที แล้วล่างออกด้วยน้ำเย็น ทำเป็นประจำทุกคืน ประมาณ 5-7 วัน ต่อสัปดาห์หลังจากนั้น จึงค่อยๆ ลดปริมาณลงให้เหลือเพียง 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์…แต่แอบเตือนนะคะ สำหรับคนที่มีผิวที่บอบบาง ควรใช้เบคกิ้งโซดาอย่างระมัดระวัง เพราะอาจทำให้เกิดความระคายเคืองต่อผิวได้

4.ผ้าขนหนูแช่น้ำผลไม้รสเปรี้ยว
นำผ้าขนหนูผืนเล็กๆ ที่ใช้เช็ดหน้า แช่ในน้ำมะนาว และน้ำสับปะรด หรือนำน้ำผลไม้ทั้งสองชนิดบีบลงผ้าที่เตรียมไว้ ให้พอชื้นๆ ได้เช่นกัน จากนั้นให้นำผ้าขนหนู วางทาบลงไปบนใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 1 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุณหภูมิห้อง ซึ่งมีน้ำมะนาวและน้ำสับปะรด เขามีเอนไซม์ธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการช่วยกระชับให้ผิวเต่งตึง และช่วยทำให้รูขุมขนหดตัวเล็กลง

5.มาส์กหน้าด้วยโยเกิร์ต
โยเกิร์ตรสธรรมชาติจะมีกรดแลคติกและโปไบโอติก ซึ่งมีคุณสมับติในการต่อต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิวขึ้นบนใบหน้า และยังช่วยลดการขยายขนาดของรูขุมขน ซึ่งวิธีการกระชับรูขุมขนด้วยโยเกิร์ตนั้นก็แสนจะง่ายดาย เพียงแค่นำโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ไม่ต้องผสมกับอะไรทั้งนั้น ทาบางๆ ให้ทั่วใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 5-10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด เพียงสัปดาห์ละครั้งเท่านั้นก็สามารถสวยได้แล้ว กระชับรูขุมขน.

ลดหน้าท้อง เชื่อว่าสาว ๆ หลายคนคงจะกำลังเครียดกับพุงย้วย ๆ และชั้นไขมัน

ลดหน้าท้อง เชื่อว่าสาว ๆ หลายคนคงจะกำลังเครียดกับพุงย้วย ๆ และชั้นไขมัน ที่หนาแน่นเป็นห่วงยางของตัวเองกันอยู่แน่ ๆ เลยใช่ไหมคะ แถมยังจะเสียเซลฟ์สุด ๆ เมื่อเวลามีคนมาทักว่ากำลังจะมีน้องหรือเปล่า !? โอ้แม่เจ้า… คำ ๆ นี้มันช่างสะท้านสะเทือนใจเสียจริง ฉันแค่มีพุงนะ ไม่ได้ท้องสักหน่อย คิดแล้วมันน่าน้อยใจจริง ๆ อย่างนี้ปล่อยไว้ไม่ได้คงต้องหาวิธีจัดการเจ้าพุงตัวปัญหาแบบเร่งด่วนกันซะหน่อยแล้ว ว่าแต่จะทำยังไงดีนะ ? ลดหน้าท้อง.

ลดหน้าท้อง

ลดหน้าท้อง สำหรับใครที่อยากรู้วิธีจัดการไขมันหน้าท้องให้ได้แบบรวดเร็วทันใจ วันนี้กระปุกดอทคอมก็มีวิธีลดหน้าท้องแบบเร่งด่วนมาให้สาว ๆ ได้ลองปฏิบัติกันดูค่ะ สาว ๆ คนไหนที่อยากมีหน้าท้องแบนราบ อย่ารอช้า รีบมาฟิตพุงด้วยวิธีต่อไปนี้กันเลย
1. ควบคุมอาหาร

เริ่มต้นจากการงดรับประทานพวกขนมขบเคี้ยว อาหารที่มีไขมัน อาหารทอด ๆ มัน ๆ และอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาลมาก ๆ โดยเด็ดขาด พร้อม ๆ กับควบคุมปริมาณอาหารด้วย โดยให้ลดปริมาณและมื้ออาหารให้น้อยลง ซึ่งปกติอาจจะรับประทาน 3-4 มื้อ ให้ลดเหลือเพียง 2 มื้อ และลดปริมาณข้าวให้น้อยลงครึ่งหนึ่ง และนอกจากนี้ควรจะเลือกรับประทานอาหารที่มีผลช่วยในการควบคุมน้ำหนักควบคู่กันไปด้วย เช่น ผัก ผลไม้ พริกไทย และนมเปรี้ยว เป็นต้น ซึ่งอาหารพวกนี้จะช่วยย่อยอาหาร และเผาผลาญไขมันที่สะสมในร่างกายได้เป็นอย่างดี

2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอลดหน้าท้อง

การควบคุมอาหารควรทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการออกกำลังกายเพื่อลดหน้าท้องก็มีอยู่หลายวิธี แต่ที่ได้รับความนิยม และสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง ก็คือ การออกกำลังกายโดยการซิทอัพ ถึงแม้จะเป็นวิธีการออกกำลังกายแบบเบสิก แต่รับรองว่าได้ผลชัวร์ โดยให้เริ่มจากการซิทอัพ 20 ครั้งต่อวัน แล้วค่อย ๆ เพิ่มจำนวนให้มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยให้ทำเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอทุกวัน ทั้งนี้อาจจะออกกำลังกายอย่างอื่นควบคู่กันไปด้วย อย่าง จ๊อกกิ้ง ว่ายน้ำ และปั่นจักรยาน อย่างน้อย 20-30 นาที จะช่วยให้ร่างกายสามารถเผาผลาญไขมันออกไปได้ดียิ่งขึ้นลดหน้าท้อง

3. นอกพักผ่อนให้เพียงพอ

ใครที่อยากมีหน้าท้องแบนราบ สิ่งสำคัญคือต้องเข้านอนแต่หัวค่ำ คือ ก่อน 4 ทุ่ม (นอนพักผ่อนให้ได้อย่างต่ำ 6-8 ชั่วโมง) เพราะจะทำให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ แถมยังจะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่จะช่วยในการเผาผลาญพลังงานออกมา ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการกำจัดไขมันส่วนเกินได้ด้วย

4. ฝึกการหายใจเข้าออก

การหายใจมีส่วนอย่างมากในระบบไหลเวียนโลหิตและระบบเผาผลาญอาหารในร่างกาย แถมยังจะช่วยให้รู้สึกอิ่มจากอาหารแต่ละมื้อนานขึ้นและลดอาการอยากอาหารให้น้อยลงได้ด้วย โดยการหายใจที่ถูกต้องคือ จะต้องหายใจอย่างช้า ๆ และลึก ๆ และทุกครั้งที่หายใจเข้าหน้าท้องจะป่องออกเพื่อรับลมเข้าและแบนลงเมื่อหายใจออก โดยฝึกให้เป็นนิสัย เช่น เวลาว่าง ๆ ให้ลองนั่งหรือยืนตัวตรงในท่าสบายแล้วค่อย ๆ เริ่มหายใจเข้าออกช้า ๆ เป็นจังหวะ ทำวันละ 10 นาที รับรองระบบเผาผลาญจะดีขึ้นอย่างแน่นอนจ้า

5. ดีท็อกซ์ลำไส้ลดหน้าท้อง

การดีท็อกซ์ลำไส้ทำได้โดยการรับประทานโยเกิร์ตบ่อย ๆ จะถือเป็นการทำความสะอาดไขมันที่เกาะอยู่ที่ลำไส้ ซึ่งไขมันเหล่านี้จะทำให้กระเพาะอาหาร ตับ และม้าม เกิดการดูดซึมได้น้อยมากกว่าปกติ โดยเฉพาะในส่วนของม้ามที่ชื้นจะยิ่งทำให้อาหารที่กินเข้าไปแปรสภาพเป็นไขมันเป็นผลทำให้อ้วนง่ายขึ้น เมื่อทำการขจัดไขมันเหล่านี้ออกไปด้วยการดีท็อกซ์จะช่วยทำให้หน้าท้องเล็กลงตามไปด้วย

เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับวิธีลดหน้าท้องแบบเร่งด่วนที่กระปุกดอทคอมเอามาฝากกันในวันนี้ ไม่ยากเลยใช่ไหมล่ะ เชื่อว่าคุณสาว ๆ สามารถทำได้อย่างแน่นอน แต่อย่าลืมทำให้เป็นประจำสม่ำเสมอ และมีวินัยในตัวเองด้วยนะคะ รับรองว่าพุงสลาย ไขมันหด เหลือแต่หน้าท้องแบนราบได้ในเร็ววันอย่างแน่นอนจ้า ลดหน้าท้อง.

สิวอักเสบ เกิดขึ้นจากอะไรตอบแบบกำปั้นทุบดินคือ

สิวอักเสบ เกิดขึ้นจากอะไรตอบแบบกำปั้นทุบดินคือ เกิดจากสิวอุดตันที่ได้รับเชื้อแบคทีเรียเข้าไปทำให้กลายเป็นสิวอักเสบ แต่สาเหตุที่แท้จริงก็คือสาเหตุเดียวกับการเกิดสิวอุดตัน นั่นคือมีทั้งปัจจัยภายใน เช่น ฮอร์โมน กรรมพันธุ์ และปัจจัยภายนอก เช่น สภาพแวดล้อมรอบตัวอย่าง มลพิษ ฝุ่นควัน ทำให้หน้ามันเกิดการอุดตันที่ต่อมใต้ผิวหนัง และพฤติกรรมของแต่ละบุคคล อย่างเรื่องของการรักษาความสะอาดนั่นเอง สิวอักเสบ.

สิวอักเสบ

สิวอักเสบ วิธีการป้องกัน
วิธีรักษา และการป้องกันในการไม่ให้เกิดสิวอักเสบง่ายๆคือ หลีกเลี่ยงสาเหตุการเกิดสิว พูดแบบนี้ดูกว้างใช่ไหมคะ งั้นจะยกตัวอย่างเป็นข้อง่ายๆให้เพื่อนๆฟังกันนะค่ะ

1. อย่าบีบ แกะ จับ หรือเกาใบหน้า – ซึ่งข้อนี้สำคัญที่สุดเลย เนื่องจากมือเราเป็นแหล่งเชื้อโรค และแบคทีเรีย ถ้าเอามือไปยุ่งกับใบหน้าเยอะก็เท่ากับเพิ่มโอกาสการติดเชื้อให้กับสิวอุดตัน กลายไปเป็นสิวอักเสบนั่นเอง

2. หลีกเลี่ยงมลพิษ – หมายความรวมถึงฝุ่นละอองจำนวนมาก ควันจากการเผาขยะ เพราะเหล่านี้แหละแหล่งของเชื้อโรคที่ทำให้เกิดการอุดตันที่รูขุมขนเกิดเป็นสิวอุดตัน รอการพัฒนาต่อไป

3. ระวังเรื่องเครื่องสำอางค์ – เพื่อนๆอย่าแช่เครื่องสำอางค์ไว้บนหน้านาน เสร็จธุระแล้วต้องล้างออก และพยายามอย่าเลือกใช้เครื่องสำอางค์ที่มีส่วนผสมของน้ำมันเยอะ

*** 4. ทำความสะอาดหน้า – หากแต่งหน้าควรใช้เมคอัฟรีมูฟเวอร์เช็ดเครื่องสำอางออกก่อนเสมอ เพราะเครื่องสำอางบางอย่างไม่สามารถล้างออกได้ด้วยสบู่หรือโฟม เช็ดเครื่องสำอางแล้วค่อยล้างตามด้วยโฟมหรือสบู่ ถ้าผิวแห้ง-ผสมแนะนำให้ใช้โฟม ถ้าผิวมันสามารถใช้สบู่ได้ หลังจากล้างหน้าด้วยสบู่หรือโฟมแล้วขั้นตอนนี้จะทำให้รูขุมขนของเราเปิด ดังนั้นขั้นตอนสุดท้ายควรปิดกระชับรูขุมขนด้วยโทนเนอร์เพื่อลดและป้องกันไม่ให้มีสิ่งอุดตันเข้าไปในรูขุมขนจนเกิดเป็นสิวอุดตันได้อีก

วิธีการรักษาสิวอักเสบ
LPB ไนท์ครีม สูตรใหม่เพิ่มประสิทธิภาพช่วยให้สิ่งอุดตันใต้ชั้นผิวกดออกง่ายขึ้น พร้อมทั้งสมานแผลที่เกิดจากสิว และยังรักษารอยแดงที่เกิดจากสิวได้อีกด้วย เมื่อใช้อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน ผิวจะเนียนใสจากภายในสู่ภายนอก ปัญหาสิวจะค่อยๆ ลดลงตามลำดับคะ

แบ่งการรักษาตามระยะของสิวอักเสบดังนี้

1.มีหัวหนองให้เห็นแต่ยังไม่สุก > รอให้สิวสุก ให้พอกไนท์ครีมเพิ่มบริเวณที่เป็นสิวทิ้งไว้ทุกคืนคะ เมือหัวสิวสุกให้กดเอาหัวสิวออกให้หมดแล้วใช้โทนเนอร์เช็ดฆ่าเชื้อกระชับรูขุมขนแล้วใช้ไนท์ครีมพอกทิ้งไว้ทุกคืนเช่นเดิม

2.ไม่มีหัวหนองให้เห็น มีแต่รอยนูนแดง เป็นไตแข็งๆ เจ็บเป็นอยู่นาน หัวสิวก็ยังไม่โผล่ ให้ไนท์ครีมแต้มพอกก่อนนอนทุกวัน หรือพอกไ้ด้ตลอดเวลาถ้าไม่ได้ออกจากบ้าน

3.ขณะแผลกำลังตกสะเก็ด ห้ามแกะ เพราะจะทิ้งรอยดำไว้มากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า

หากเป็นสิวอักเสบมากแนะนำพบแพทย์เพื่อรับยาแก้อักเสบหรือยาฆ่าเชื้อรักษาร่วมด้วยคะสิวอักเสบ.

วิตามินซี หลายๆ คนนิยมหันมารับประทานวิตามินซี

วิตามินซี หลายๆ คนนิยมหันมารับประทานวิตามินซี หรืออาหารเสริมอื่นๆ มากขึ้น เพื่อความสวยความงาม บางคนถึงขนาดลงทุนฉีดวิตามินก็มีเพราะอยากมีผิวสวยใส ถึงแม้วิตามินซีจะมีอยู่ผักผลไม้หลายชนิดก็ตามแต่สำหรับคนที่ไม่ชอบรับทานผักผลไม้บางชนิดซึ่งมีวิตามินซีสูงจึงหันมากินวิตามินซีที่มีขายอยู่ทั่วไป จนอาจจะทำให้มองข้ามความปลอดภัยจากการรับประทานวิตามินซีมากเกินไป วันนี้เราจะพาคุณมาทำความรู้จักกับประโยชน์ของวิตามินซี และ โทษของวิตามินซี ว่ามีข้อดีและข้อเสียอย่างไรบ้าง วิตามินซี.

วิตามินซี

วิตามินซี เป็นวิตามินที่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของร่างกาย แต่ร่างกายไม่สามารถสร้างวิตามินซีขึ้นเองได้และร่างกายยังไม่สามารถเก็บสะสมวิตามินซีได้เนื่องจากวิตามินซีนั้นเป็นวิตามินชนิดที่ละลายในน้ำได้ ดังนั้นการรับประทานอาหารที่มีวิตามินซีจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น
วิตามินซี
วิตามินซีเม็ด
ประโยชน์ของวิตามินซี
– มีส่วนช่วยในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อทุกส่วนในร่างกายไม่ว่าจะเป็นเนื้อเยื่อของผิวหนัง เส้นเอ็น เส้นเลือด ซึ่งวิตามินซีนั้นจะช่วยให้อวัยวะเหล่านี้ไม่เปราะ ยืดหยุ่น และแข็งแรง
– ช่วยรักษาแผลเป็น และแผลต่างๆให้หายเร็วขึ้น เช่น แผลสด แผลไฟไม้
– สามารถช่วยชลอความเสื่อมของร่างกาย เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และเป็นตัวสร้างคอลลาเจนวิตามินซี
– มีสารต่อต้านโรคภูมิแพ้ สามารถบรรเทาอาการหอบหืดให้ดีขึ้นได้ บรรเทาอาการแพ้
– หากทานวิตามินซีร่วมกับ กรดแพนโทเธนิค (Pantothenic Acid) จะช่วยป้องกันอาการปวดไมเกรนได้
– ช่วยป้องกันและรักษา เลือดออกตามไรฟัน ลักปิดลักเปิด หรือแม้กระทั่งสามารถป้องกันหวัดได้
– ลดการอักเสบจากการติดเชื้อ
– หากรับประทานวิตามินซีร่วมกับวิตามินอี จะช่วยลดการเกาะตัวของไขมันที่ผนังเส้นเลือดได้
– ป้องกันโรคมะเร็ง โรคหัวใจ
โทษของวิตามินซี
– ถึงแม้วิตามินซีเป็นวิตามินที่ร่างกายไม่สามารถเก็บกักไว้ใช้งานได้และหากได้รับวิตามินซีมากเกินไปก็จะถูกขับออกมาทางปัสสาวะก็ตาม แต่หากรับประทานวิตามินซีจำนวนมากติดต่อกันหลายวัน ก็อาจจะทำให้มีอาการท้องเสีย กระเพาะอาหารระคายเคืองได้
– หากร่างกายได้รับวิตามินซีในปริมาณมากจนเกินไป อาจนำไปสู่โรคเกาต์ได้ เนื่องจากวิตามินซีทำหน้าที่เพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการดูดซึมธาตุเหล็กตามข้อกระดูก
– มีอัตราความเสี่ยงเป็นโรคนิ่วในไตมากขึ้น วิตามินซี.

วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี ประโยชน์จาก Vitamin C ต่อผิว Vitamin C ผิวขาว

วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี ประโยชน์จาก Vitamin C ต่อผิว Vitamin C ผิวขาว มีสรรพคุณลดอาการอักเสบ ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนที่ผิวหนัง และยังช่วยลดการทำงานของเอนไซม์ที่ผลิตเม็ดสีผิว จึงช่วยในการลดริ้วรอย จุดด่างดำจากรอยแผลเป็น และรอยสิวต่างๆได้ นอกจากนี้ยังช่วยปรับสีผิวที่คล้ำจากแสงแดดให้ดูกระจ่างใสมากขึ้น ช่วยสมานแผลสดและแผลไฟไหม้ให้หายเร็วขึ้น วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี.

วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี

วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี เนื่องจากวิตามินซีช่วยให้ร่ายกายซ่อมแซมและรักษาตัวเองโดยไปเสริมสร้างผนังเซลล์ ทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง แผลจึงหายได้เร็วขึ้น ในผู้ที่ขาดวิตามินซีบาดแผลที่ผิวหนังจะหายช้ากว่าปกติ อย่างไรก็ดี ควรใช้วิตามินซีในปริมาณที่เหมาะสมและต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพราะต้องเข้าใจว่าวิตามินซีเป็นวิตามินชนิดละลายในน้ำได้ ร่างกายไม่สามารถเก็บสะสมได้ตลอดเวลา ดังนั้นจำเป็นต้องเติมวิตามินซีเข้าสู่ร่างกายเป็นประจำวิตามินซี ยี่ห้อไหนดี
ปัจจุบันการได้รับวิตามินซีจากผักและผลไม้ ถือว่ายังไม่เพียงพอ เนื่องจากกว่าที่ผักผลไม้จะมาถึงมือเรา ต้องผ่านการชำระล้าง รวมถึงกรรมวิธีการประกอบอาหาร และได้รับประทานในที่สุด คุณค่าของวิตามินซีจึงสูญเสียไปค่อนข้างมาก ฉะนั้นหากสามารถเลือกรับประทานทานผักและผลไม้สดได้ในแต่ละวันก็เป็นการดีและเพียงพอ
อาหารจำพวกผักที่มีวิตามินซีสูงได้แก่ บล็อคโคลี่ คะน้า พริกซี้ฟ้าเขียว ยอดสะเดา ใบปอ ผักหวาน ผักกาดเขียว สำหรับผลไม้ ได้แก่ ฝรั่ง มะขามป้อม มะปรางสุก มะละกอสุก ขนุน ส้ม มะม่วง
ในเรื่องของ Vitamin C ผิวขาว มีผลการทำวิจัยมาแล้วว่าเวลาเอามาทาที่ผิว จะไม่ค่อยเห็นผลเท่าไหร่ เพราะวิตามินซีไม่ใช่สารหลักที่ช่วยให้ผิวขาว กระจ่างใสมากขึ้น แต่มักจะนำมาเป็นสารองค์ประกอบในเครื่องสำอางหรือครีมบำรุงผิวมากกว่า ดังนั้นในผลิตภัณฑ์เพื่อผิวขาวต่างๆ นอกจากวิตามินซีแล้ว จึงควรมีส่วนผสมอื่นๆรวมอยู่ด้วย อย่างเช่น วิตามินอี เพราะเป็นสารที่ละลายในไขมัน พอทาไปบนผิวแล้ว วิตามินอีสามารถซึมเข้าไปออกฤทธิ์ได้ดีกว่าวิตามินซี ยี่ห้อไหนดี
ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เสริมความงามออกมาจำหน่ายมากมาย ทั้งแบบรับประทานและทาบำรุง หรือที่เป็นสารสกัดเพื่อใช้ฉีดเข้าสู่ผิวโดยตรงก็มี ทางที่ดีควรใช้อย่างระมัดระวังและศึกษาให้ถี่ถ้วนเสียก่อน เพราะเหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ ในกรณีที่ได้รับวิตามินซีมากเกินไป หรือรับประทานในปริมาณที่สูงมากกว่า 10,000 มิลลิกรัมขึ้นไป จะก่อให้เกิดผลเสีย เช่น อาการท้องร่วง ปัสสาวะบ่อย มีผื่นผิวหนัง และอาจทำให้เกิดนิ่วได้ ซึ่งหากมีอาการดังกล่าวควรรับประทานในปริมาณที่น้อยลงทันที ที่สำคัญคนไข้โรคมะเร็งที่กำลังฉายรังสีหรือเคมีบำบัด ไม่ควรรับประทานวิตามินซี เพราะจะทำให้ผลตรวจแปรปรวนวิตามินซี ยี่ห้อไหนดี.

วิธีกินวิตามินซี สำหรับคนที่ดูแลตัวเองอยู่แล้วทานอาหารเสริมเป็นประจำ

วิธีกินวิตามินซี สำหรับคนที่ดูแลตัวเองอยู่แล้วทานอาหารเสริมเป็นประจำ คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่รู้จัก วิตามินซี และหลายๆคนก็กำลังทานวิตมินซีอยู่เช่นกัน แต่วิธีที่คุณทานอยู่นั้น ถูกต้องและได้ประสิทธิภาพสูงสุดหรือยัง วิธีกินวิตามินซี.

วิธีกินวิตามินซี

วิธีกินวิตามินซี วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง และมีประโยชน์กับผิวหนังคือวิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ละลายในน้ำ ได้จะช่วยลดริ้วรอยบนใบหน้า และทำให้ผิวเต่งตึงช่วยป้องกันอันตรายจากรังสียูวีของแสงแดด และช่วยให้เซลล์ผิวหนังได้ปรับสภาพคอลลาเจนซึ่งเป็นใยโปรตีนในหนังแท้ ทำให้ผิวดูสวยงาม ออริเฟลมมีผลิตภัณฑ์แนะนำคือ ออฟติมอล เรเดี้ยนซ์เอเนอร์จี้ แคปซูล ที่บรรจุวิตามินซีเข้มข้น ซึมซาบสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้ผิวกระจ่างใส

ดังนั้นคนจึงหันมานิยมรับประทานวิตามินซีกันเป็นจำนวนมาก แต่ร่างกายคนเราไม่สามารถรับวิตามินซี ได้ครั้งละจำนวนมากๆ ต่อให้ทานครั้งละ 500 mg หรือ 1000 mg ร่างกายก็จะรับได้ในระดับหนึ่งต่อครั้ง ซึ่งมันไม่ถึง 500 mg อยู่แล้ว ในการที่ร่างกายจะรับได้ต่อการทาน 1 ครั้งเพราะฉะนั้น หากคิดจะทาน ควรทานปริมาณ mg น้อย แต่ทานบ่อยจะดีกว่าทานปริมาณมาก แต่น้อยครั้ง เพราะส่วนเกินที่ดูดซึมไม่หมดอีกเยอะนั้นยังไงร่างกายก็ต้องขับออก และเป็นภาระให้ไตมากขึ้น

แล้วหากมีวิตามินซีอยู่ 1000mg คุณควรจะหักครึ่งมันใช่ไหม?
อาจดูเป็นความคิดที่ดีเพื่อที่จะทานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่สิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงคือ วิตามินซีนั้น ไวต่อแสง ความร้อน และเสื่อมสภาพได้ง่ายมากเมื่อเจอสิ่งเหล่านั้น เพราะฉะนั้นครึ่งนึงที่หักไป ย่อมประสิทธิภาพลดลงอย่างแน่นอน และอีกอย่างมีวิตซีอีกจำพวก ที่เรียกกันว่า วิตซี Buffered ซึ่งวิตซีพวกนี้วิธีกินวิตามินซี
จะถูกเคลือบเม็ดยาด้วยสารที่จะทำให้เม็ดยาค่อยๆ ปลดปล่อยวิตามินซีออกมา ตลอดเวลาที่อยู่ในระบบทางเดินอาหาร ประมาณ 7-8 ชั่วโมง หากไปหักเม็ดยา จะทำให้คุณสมบัตินี้สูญเสียไปวิธีกินวิตามินซี
ไม่ว่าใครก็คงอยากที่จะมีผิวที่ขาวสดใส ชวนมอง และน่าสัมผัส แต่กว่าที่จะได้มาซึ่งผิวพรรณที่งดงามเหล่านั้นมาครอบครอง หลายๆคนก็คงจะเข้าใจดีว่า จำเป็นที่จะต้องใช้ความพยายาม และสรรหา วิธีผิวใส มาปฎิบัติตามแบบลองผิดลองถูกกันอย่างมากมายกว่าที่จะพบ วิธีผิวใส ที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีมากที่สุด สำหรับใครที่กำลังมองหา วิธีผิวใส ที่สามารถช่วยบำรุงผิวพรรณให้ขาวสดใสได้อย่างรวดเร็วอยู่ บทความชิ้นนี้ก็ขอแนะนำวิธีช่วยทำให้ผิวพรรณของคูรขาวเนียน สดใส แลดูมีสุขภาพที่ดีมากขึ้นได้ โดยเพียงแค่วิธีง่ายๆ อย่างการทานวิตามินซีเท่านั้น วิธีกินวิตามินซี.

วิตามินซี ผิวขาว เป็นใครก็อยากผิวขาวใสกันทั้งนั้นโดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่ให้สำคัญ

วิตามินซี ผิวขาว เป็นใครก็อยากผิวขาวใสกันทั้งนั้นโดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่ให้สำคัญ กับการดูแลผิวพรรณเป็นพิเศษ ทั้งรับประทานอาหารเสริมเพิ่มความขาว ชโลมครีมบำรุงผิวแสนแพง หรือบางคนถึงกับไปฉีดสีผิวก็มี นั่นแสดงให้เห็นว่าสาวๆในบ้านเราส่วนมากอยากผิวขาวใสอ่อนกว่าวัยกันมากแค่ไหน วิตามินซี ผิวขาว.

วิตามินซี ผิวขาว
วิตามินซี ผิวขาว อย่างไรก็ตาม ถ้าอยากผิวขาวใสออกมาจากข้างใน สิ่งที่จะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายได้ก็คือสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อผิวอย่างวิตามินซี ผิวขาว “วิตามินซี” ซึ่งต่างก็ทราบกันดีว่าวิตามินชนิดนี้มีอยู่ในผักผลไม้ เช่น ฝรั่ง ส้ม มะละกอ สตรอเบอร์รี่ เป็นต้น ทว่าส่วนใหญ่มักไม่ชอบรับประทานผักผลไม้กัน ฉะนั้น อาหารเสริมวิตามินซี 1000 mg จึงเกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์คนที่อยากผิวขาวใส ขาวไวนั่นเอง
การทำงานของ วิตามินซี 1000 mg
เมื่อได้รับวิตามินซีเข้าสู่ร่างกาย จะทำให้มีสารอาหารที่เข้าไปกระตุ้นระบบการไหลเวียนโลหิตของผิว เมื่อเซลล์ผิวได้รับอาหารและมีระบบการไหลเวียนที่ดีขึ้นก็จะทำงานได้ดีขึ้น ผิวจึงแลดูมีสุขภาพดี เรียบเนียน สดใส ออร่าจับมากขึ้น รวมทั้งวิตามินซีเป็นสารอาหารที่ช่วยเพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจนในชั้นผิว ทำให้ผิวแน่น วิตามินซี ผิวขาว มีความยืดหยุ่นที่ดีขึ้น จึงทำให้ผิวเต่งตึง ไม่เหี่ยวย่นก่อนวัยอันควร
การรับประทานวิตามินซี นอกจากจะช่วยให้ผิวขาวสว่างกระจ่างใสขึ้นแล้ว ยังช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้น เพราะวิตามินซีช่วยให้ผิวมีกระบวนการซ่อมแซมและรักษาตัวเองได้ดี โดยไปเสริมสร้างผนังเซลล์ ทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง และต่อต้านการอักเสบ นั่นหมายความว่าวิตามินชนิดนี้ช่วยทำให้จุดดำจุดแดง หรือรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิวหายได้เร็ว ใบหน้าที่หมองคล้ำ จึงกลับมาสดใสมากขึ้น
สำหรับคำถามที่ว่า ถ้าอยากผิวขาวใส ขาวไว ทำไมถึงต้องรับประทานวิตามินซี 1000 mg คำตอบคือ การใช้วิตามินซีเพื่อช่วยให้ผิวขาวสดใสขึ้นนั้นควรรับประทานในปริมาณวันละ 1,000 มิลลิกรัมขึ้นไป เพราะเป็นปริมาณที่เหมาะสม และไม่ส่งผลอันตราย จึงไม่ต้องกังวลเรื่องผลข้างเคียง เนื่องจากวิตามินชนิดนี้มีคุณสมบัติละลายในน้ำ ร่างกายจึงขับมันออกจากร่างกายทางปัสสาวะ และยังไม่เคยมีรายงานเกี่ยวกับพิษภัยร้ายแรงที่เกิดจากการได้รับวิตามินซีมากเกินไปวิตามินซี ผิวขาว.

หลุมสิว 6 วิธีรักษาหลุมสิวที่ได้ผลจริงและปลอดภัย

หลุมสิว 6 วิธีรักษาหลุมสิวที่ได้ผลจริงและปลอดภัย ผิวหน้าไม่เรียบเป็นปัญหาให้สาวๆ แต่งหน้าไม่สวยไม่เนียน แป้งไม่ติด ส่วนหนุ่มๆ จะอวดผิวใสเสียหน่อยก็ไม่กล้าเพราะบรรดาหลุมๆ บนผิวหน้าไม่เป็นใจเอาเสียเลย สาเหตุของผิวหน้าไม่เรียบส่วนใหญ่เกิดจากสิวที่สร้างรอยแผลเป็นไว้ให้ดูต่างหน้า เมื่อยามจากไปบางครั้งอาจเรียกว่าหลุมสิวในความเป็นจริงหลุมบนผิวหน้าส่วนใหญ่เกิดจากการอักเสบของสิว การอักเสบกินลึกลงไปถึงชั้นหนังแท้ทำให้คอลลาเจน (Collagen) ในส่วนนั้นถูกทำลาย เมื่อการอักเสบหายไปแต่กลับไม่มีการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาซ่อมแซม หรือการซ่อมแซมเป็นไปได้ช้าจนในที่สุดก็กลายเป็นพังผืด เป็นหลุมบนผิวหน้าทำให้ผิวหน้าไม่เรียบเป็นปัญหาสำหรับหลายๆ คน ก็แน่ล่ะใครจะอยากมีผิวหน้าเป็นหลุมเป็นบ่อราวผิวพระจันทร์ล่ะ หลุมสิว.

หลุมสิว

หลุมสิว มีการแบ่งหลุมสิวออกเป็น 3 ประเภท เพื่อให้ง่ายต่อการแบ่งประเภทการรักษา

1. Rolling scar เป็นหลุมสิวแบบตื้นอาจมีขนาดกว้างแต่ไม่กินลึกถึงชั้นหนังแท้ เป็นหลุมสิวประเภทที่รักษาได้ง่ายกว่าอีก 2 ประเภทต่อไป หลุมสิวประเภทนี้เกิดจากการแกะเกาผิวหน้า
2. Box scar เป็นหลุมลึกกว่า Rolling scar มีขอบเขตชัด ก้นหลุมไม่ลึกถึงรูขุมขนหรือชั้นหนังแท้เกิดจากสิวอักเสบหรือรอยโรค เช่น สุกใส
3. Ice pick scar เป็นหลุมชนิดปากแคบแต่มีความลึกถึงรูขุมขน หลุมชนิดนี้เกิดจากการกดหรือบีบสิวอุดตัน มีการทำลายลึกลงไปถึงชั้นผิวหนังแท้ ทำให้ส่วนผลิตคอลลาเจนหายไปด้วย หลุมชนิดนี้รักษายากและดีขึ้นช้า

การป้องกันการเกิดหลุมสิว

แน่นอนว่าฟังดูอาจจะง่ายแต่จริงๆ ไม่ง่ายเลย แต่ก็ควรค่าแก่การทดลองเพราะการเกิดหลุมสิวเป็นเรื่องที่ไม่คุ้มเอามากๆ เพราะนอกจากหน้าสวยๆ หล่อๆ จะพังแล้ว การรักษายังยืดเยื้อยาวนาน และมีค่าใช้จ่ายสูงอีกต่างหาก

นอกจากการป้องกันไม่ให้เกิดสิวโดยทั่วไปแล้ว เมื่อเกิดสิวขึ้นมาก็ต้องดูแลไม่ให้เกิดการอักเสบโดยจะมีครีมแต้มสิวลดการอักเสบไม่ว่าจะเป็นครีมสมุนไพรทาลดการอักเสบ ครีมแต้มสิวอนุพันธ์วิตามินเอ (Retinol A) หรือกลุ่มยาปฏิชีวนะแต้มสิว ถ้าใช้ครีมแต้มแล้วสิวเหล่านี้ค่อยๆ ยุบก็โชคดีไป แต่หากว่าเจ้าสิวตัวร้ายเจริญเป็นสิวหัวหนองล่ะ?? ช่วงนี้จึงเป็นช่วงสำคัญว่าผิวหน้าของเราจะถูกทำลายมากน้อยเท่าไหร่ ตัวการสำคัญที่จะทำให้ผิวหน้าถูกทำลายมากที่สุดก็คือ มือของเรานี่เอง ทั้งลูบ แคะ แกะ เกา ถ้าส่องกระจกแล้วเกิดรำคาญเอามากๆ ก็บีบ กดเสียอย่างนั้น นั่นแหล่ะตัวการเกิดหลุมสิว ความอดทนก่อนสิวหัวหนองสุกเต็มที่จะช่วยลดการเกิดหลุมสิว เพราะเมื่อหัวสิวสุกเต็มที่เมื่อบีบหรือกดเอาหัวสิวออก หัวสิวจะหลุดถึงรากทำให้ไม่เกิดสิวในบริเวณนั้นซ้ำๆ เมื่อบีบหรือกดหัวสิวออกแล้วให้ดูแลโดยการทาครีมลดการอักเสบ พอบริเวณนั้นเริ่มตกสะเก็ดให้ทาด้วยครีมลดริ้วรอยจะช่วยลดการเกิดหลุมสิว แต่ถ้าสิวสุกไม่เต็มที่แล้วไปบีบหรือกดออกจะทำให้หนองออกไม่หมดต้องบีบหรือกดซ้ำๆ ทำให้ช้ำแดง และผิวส่วนนั้นถูกทำลายกินลึกเกิดเป็นหลุมสิวไปในที่สุด

เมื่อเกิดหลุมสิวขึ้นมาแล้วคนส่วนใหญ่มักไม่นิ่งนอนใจปล่อยให้ใบหน้าใสกลายเป็นหลุมผิวพระจันทร์ ต้องหาวิธีรักษาให้หลุมบ่อบนผิวหน้า เรียบใสดังเดิม โดยขอแบ่งวิธีการรักษาออกเป็น 6 วิธีใหญ่ๆ

1. การใช้ครีมทาภายนอก แบ่งเป็นสูตรจากธรรมชาติ และสูตรจากสารเคมี

1.1 วิธีรักษาหลุมสิวแบบธรรมชาติจริงๆ การรักษาหลุมสิวด้วยสมุนไพรธรรมชาติอาจเห็นผลช้า และรอยหลุมสิวอาจไม่หายไปแต่ก็ช่วยให้รอยตื้นขึ้น วิธีนี้เหมาะกับหลุมสิวที่ไม่กินลึกถึงชั้นหนังแท้ ไม่เหมาะกับหลุมสิวประเภท Ice pick scar แต่ข้อดี คือ ไม่ก่อการระคายเคืองผิวเหมือนวิธีใช้สารเคมีอื่นๆ

A. ว่านหางจระเข้ โดยใช้ว่านหางจระเข้อายุ 1 ปี ขึ้นไปเลือกใช้ใบล่าง เอามาล้างแช่น้ำ 10-15 นาที ให้ยางเหลืองออก ก่อนนำไปปลอกเปลือกและล้างยางซ้ำอีกครั้งให้สะอาด นำวุ้นใสมาพอกหน้าทิ้งไว้ 30 นาที แล้วล้างออก สามารถทำซ้ำได้ทุกวัน ในว่านหางจระเข้มีสารอะลอคตินเอ (Aloctin A) สารตัวนี้ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ ช่วยให้หลุมสิวค่อยๆ ตื้นขึ้น สามารถใช้สูตรว่านหางจระเข้พอกบริเวณที่เป็นหลุมสิวได้ทุกวัน

B. สูตรใบบัวบก โดยใช้ใบบัวบก 1 กำมือ คั้นหรือบด นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 10-15 นาที จะใช้แบบแยกน้ำหรือใช้ทั้งกากพอกหน้าก็ได้ ในใบบัวบกมีสารกลูโคไซด์ (Glucosides) สารตัวนี้กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอิลาสติน (Elastin) จึงช่วยให้หลุมสิวค่อยๆตื้นขึ้นมา สูตรนี้สามารถทำได้ 3 วันต่อสัปดาห์ จะให้ได้ผลดี ควรคั้นน้ำใบบัวบกใส่ตู้เย็นไว้ดื่มร่วมด้วยทุกวันเพื่อเป็นการเสริมสารกลูโคไซด์จากภายใน

C. สูตรมะนาว มะเขือเทศ สูตรพอกหน้าด้วยมะนาว-มะเขือเทศนี้เป็นสูตรแนะนำสำหรับสิวทุกประเภททั้งสิวอุดตัน สิวอักเสบ แม้กระทั่งหลุมสิว เพราะสาร AHA (Alpha Hydroxy Acids) ซึ่งเป็นกรดผลไม้ช่วยในการผลัดผิว ทำให้ผิวตื้นขึ้นจึงลดรอยหลุมสิวได้ สูตรนี้สามารถทำได้ทุกวันโดยการใช้มะเขือเทศบดผสมกับน้ำมะนาว พอกหน้าทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วล้างออก

D. สูตรมะละกอสุก สูตรนี้นำมะละกอสุกยีให้ละเอียดนำมาพอกหน้า 10-15 นาที แล้วล้างออก สามารถทำได้ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ในมะละกอมีเอนไซม์ชื่อปาเปน (Enzyme Papain) และโคโมปาเปน (Chymopapain) เอนไซม์ 2 ตัวนี้นอกจากช่วยลดการอักเสบ ยังกระตุ้นการสมานแผลโดยออกฤทธิ์ช่วยย่อยสลายคอลลาเจนให้เร็วขึ้นเพื่อที่จะนำไปใช้ในการสร้างเซลล์ใหม่ได้เร็วขึ้น

1.2 ครีมรักษาหลุมสิวจากสูตรเคมี

A. ครีมทาหลุมสิวกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ ครีมในกลุ่มนี้ผลิตออกมาในหลายชื่อ ออกฤทธิ์ในการผลัดเซลล์ผิวให้ตื้นขึ้นและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเพื่อเติมหลุมสิว สามารถใช้ทาก่อนนอน ระหว่างใช้ครีมนี้ไม่ควรถูกแสง เพราะจะทำให้บริเวณที่ทาดำคล้ำจึงเป็นเหตุผลที่ควรทาครีมชนิดนี้ก่อนนอน อีกทั้งไม่ควรทาร่วมกับครีมกรดผลไม้ AHA, BHA เพราะจะทำให้ผิวลอก แดง ข้อเสียของครีมกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ คือ ทำให้ผิวระคายเคืองได้ง่าย ถึงจะเป็นครีมทาภายนอกแต่ก็ขับออกทางตับเช่นกันจึงไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ระหว่างใช้ครีมตัวนี้ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

B. ครีมทากลุ่มกรดผลไม้อย่างอ่อน AHA, BHA ได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มที่ช่วยให้เกิดการผลัดผิว ไม่มีอาการแพ้รุนแรง แต่อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ ระหว่างใช้ครีมควรหลีกเลี่ยงแสงแดด แต่หากจำเป็นควรทาครีมกันแดดเสมอ ครีมกลุ่มนี้เหมาะกับหลุมสิวประเภท Rolling scar

2. การผลัดเซลล์ผิว

2.1 การแต้ม TCA (Trichloroacetic acid) เป็นการใช้กรดแต้มเพื่อให้ผิวผลัดเซลล์ ลอกเซลล์ตื้นๆออก ให้รอยหลุมสิวค่อยๆตื้น วิธีการ คือ แพทย์โรคผิวหนังจะเลือกขนาดความเข้มข้นของกรดชนิดนี้ให้เหมาะกับหลุมสิว ใช้ไม้จิ้มฟันแต้มครีมไปที่ก้นหลุมสิว ห้ามถูกบริเวณอื่นทิ้งไว้ 3-5 นาที แล้วล้างออก บริเวณที่แต้มกรดจะเป็นรอยด่างสีขาว เพราะถูกกรดกัดผิว ประมาณ 1 สัปดาห์ จะตกสะเก็ดและลอกออก ทั้งนี้ควรเว้นระยะห่างในการแต้มกรด TCA หลังสะเก็ดหลุด 1-2 สัปดาห์ และใช้ติดต่อกันได้นาน 6 เดือน ทั้งนี้การรักษาวิธีนี้ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ เพราะขึ้นชื่อว่ากรดจะทำอันตรายต่อผิวอ่อนได้ ปัจจุบันวิธีนี้ได้รับความนิยมลดลง เพราะขณะทำอาจสร้างความเจ็บแสบบริเวณผิวหน้า หรืออาจเกิดรอยแผลเป็นชนิดนูนบวมแทนที่

2.2 การกรอผิวด้วยเกร็ดอัญมณี (Microdermabrasion) หรือเรียกสั้นๆ ว่า MD วิธีการโดยการนำผง Aluminum oxide, Sodium chloride หรือ Sodium bicarbonate ที่มีขนาดเล็กมากกว่า 100 ไมครอน (Micron) มาใช้ วิธีนี้สามารถใช้ได้กับหลุมสิวทุกประเภท แต่จะเห็นผลดีในหลุมสิวประเภท Rolling scar และต้องเว้นระยะห่างในการทำ เพราะการกรอผิวเพื่อให้ผิวตื้น และการผลัดเซลล์ผิวเก่าจะทำให้ผิวหน้าบางไปด้วยโดยมากการกรอผิวแบบนี้แพทย์จะนัด 1-2 สัปดาห์ ต่อการทำ 1 ครั้ง ใช้เวลาในการทำ 6-10 ครั้งเพื่อให้ได้ผลในการรักษาหลุมสิว

2.3 เลเซอร์รักษาหลุมสิว (Laser Resurface) วิธีนี้สามารถใช้ได้กับหลุมสิวทั้ง 3 ประเภท การรักษาวิธีนี้ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง เพราะผลข้างเคียงอาจทำให้เกิดรอยดำเป็นปี การทำเลเซอร์มีด้วยกันหลายชนิด

A. Cool touch laser เป็นการยิงเลเซอร์เข้าไปที่ผิวชั้นกลางให้น้ำในผิวอุ่นเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน วิธีนี้จะไม่รู้สึกเจ็บมากเพราะแพทย์โรคผิวหนังจะทายาชาก่อนยิงเลเซอร์ จะพบรอยแดงหลังทำ ปรากฏอยู่ประมาณ 1-2 ชั่วโมง วิธีนี้เหมาะกับหลุมสิวประเภท Rolling scar ทำติดต่อกัน 5-7 ครั้งจึงจะเห็นผล โดยการรักษาแต่ละครั้งแพทย์ผิวหนังจะนัดห่างกัน 2-4 สัปดาห์
B. Laser Fraxel เลเซอร์ชนิดนี้จะใช้คลื่นแสงในช่วงกลางที่มีอนุภาคขนาดเล็กมากยิงเข้าไปกระตุ้นให้เซลล์ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ โดยคลื่นแสงชนิดนี้จะยิงเข้าไปสู่จุดหมายทำให้เซลล์ตายจึงเกิดการสร้างเซลล์ใหม่และผลัดเซลล์ผิว ขณะยิงเลเซอร์ค่อนข้างเจ็บหลังทำต้องหลีกเลี่ยงแสงแดด วิธีนี้จะทำประมาณ 4-5 ครั้ง โดยทำได้เดือนละ 1 ครั้ง เพื่อไม่ให้ผิวอักเสบเกินไป
C. Laser fractional CO2 เลเซอร์ชนิดนี้มีความรุนแรงกว่า 2 ชนิดข้างต้น เลเซอร์ชนิดนี้จะตัดพังผืดแนวดิ่ง แต่ก็ทำลายผิวด้านบนเช่นกัน การตัดพังผืดจะกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ การรักษาจะทำประมาณ 4 ครั้ง ห่างกันเดือนละ 1 ครั้ง ระหว่างรักษาให้หลีกเลี่ยงแสงแดดเพราะผิวจะคล้ำดำ เป็นรอยได้ง่าย

2.4 IPL (Intense pulsed light) เป็นการใช้แสงหลายความยาวคลื่นยิงเข้าไปบริเวณที่เกิดหลุมสิว เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เหมาะกับหลุมสิวประเภท Rolling scar ทำติดต่อกัน 4 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 1 เดือน อาการข้างเคียงอาจเกิดรอยแดงคล้ำ และกลายเป็นสะเก็ด การทำวิธีนี้ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพราะถ้าใช้พลังงานแสงสูงเกินไปจะเกิดรอยไหม้ แต่ถ้าใช้พลังงานแสงต่ำไปการรักษาจะไม่มีประสิทธิภาพ

3. การเติมหลุมสิวให้ตื้น

3.1 การฉีดฟิลเลอร์ (Filler agent) จริงๆ แล้วฟิลเลอร์เป็นวิธีการเติมหลุมสิวให้เต็มโดยใช้สารเติมเต็ม สารเติมเต็มที่ใช้ยังแบ่งออกได้หลายชนิด คือ ซิลิโคน (Silicone) คอลลาเจน (Collagen) และไฮยาลูรอนิก แอซิด (Hyaluronic acid) อีกทั้งยังแยกความคงทนของฟิลเลอร์ได้หลายระยะ สารเติมเต็มที่ปลอดภัยและนิยมใช้คือ คอลลาเจน และไฮยาลูรอนิก แอซิด สารทั้ง 2 ประเภทนี้สามารถเสื่อมสลายจนหมดและต้องมีการฉีดสารเติมเต็มใหม่ ปัจจุบันมีความคงทนของสาร 2 ชนิดนี้อยู่ที่ 1-2 ปี นอกจากนี้ยังพบว่ามีสารเติมเต็มบางประเภทรับประกันว่าคงทนอยู่นานกว่านั้น เมื่อดูส่วนผสมจะเห็นว่ามีเม็ดพลาสติกผสมซึ่งจะก่อให้เกิดอาการแพ้ได้มาก จึงไม่สมควรใช้สารเติมเต็มประเภทที่ผสมเม็ดพลาสติก อาการหลังทำอาจพบว่าใบหน้ามีรอยแดงช้ำได้ การรักษากรณีนี้จะใช้กับหลุมสิวประเภท Rolling scar เพราะไม่มีพังผืดเกาะที่หลุมวิธีนี้ใช้กับหลุมสิวที่มีพังผืดเกาะไม่ได้ผล เพราะพังผืดเป็นตัวกั้นการสร้างคอลลาเจน วิธีการรักษา คือ จะฉีดสารเติมเต็มเข้าไปที่ก้นหลุมเพื่อปิดรอยหลุมให้ตื้นขึ้น

การรักษาด้วยเข็มขนาดเล็ก
การรักษาด้วยเข็มขนาดเล็ก
3.2 การรักษาด้วยเข็มขนาดเล็ก (Skin Needing) วิธีนี้ใช้เครื่องมือที่ชื่อว่า Derma Roller อุปกรณ์นี้มีลักษณะเป็นลูกกลิ้งติดเข็มเล็กๆ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.25 มิลลิเมตรและความยาวของเข็มลึกไปถึงชั้นหนังแท้ วิธีการทำ คือ กลิ้งเครื่องมือนี้ไปบนใบหน้าเข็มจะเจาะลงไปถึงชั้นหนังแท้ หลังจากนั้นจะเกิดการอักเสบของชั้นผิว ร่างกายจะเกิดกระบวนการซ่อมแซมผิวใหม่ เกิดการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินใหม่ นอกจากนี้แพทย์ผิวหนังจะเติมสารบำรุงเข้าไปที่ผิวหน้าช่วยให้ผิวแข็งแรง วิธีนี้ไม่ทำให้เกิดการผลัดผิวส่วนบนจึงไม่ทำให้ผิวหน้าบางหรือสร้างรอยดำคล้ำหลังทำ แต่อาจจะมีรอยแดงๆ บริเวณผิวหน้า 1-2 วัน และลอกเป็นขุย 4-5 วัน และหายไปได้เอง การรักษาวิธีนี้ควรห่างกัน 2-4 สัปดาห์ และทำติดต่อกัน 5 ครั้ง จะช่วยทำให้หลุมสิวตื้นขึ้น

4. ศัลยกรรมให้หลุมสิวตื้น (Punch Excision & Grafting) วิธีนี้เหมาะกับการรักษาหลุมสิวประเภท Ice Pick scar ขนาดไม่เกิน 3 มิลลิเมตร เป็นการตัดหลุมสิวออก วิธีการแบ่งออกเป็นสองชนิด

ชนิดแรก คือ ผ่าตัดแล้วยกก้นหลุมขึ้นมาโดยการเย็บก้นหลุมแล้วปิดด้วยเทปแบบปลอดเชื้อ ส่วนอีกวิธีเป็นการย้ายเนื้อเยื่อจากบริเวณอื่นมาปิดซ่อมแซม หลังทำแผลจะแห้งประมาณ 1 สัปดาห์ อาจพบรอยแผลเป็นบางๆ ต้องรักษาต่อด้วยการทำเลเซอร์ วิธีนี้เป็นการรักษาแบบครั้งเดียวแต่ก็ทิ้งรอยแผลเป็นใหม่ไว้ได้ง่าย

5. วิธีการรักษาด้วยการเลาะพังผืด (Subcision) วิธีนี้ทำโดยใช้เข็มสอดเข้าไปที่ใต้หลุมสิว เพื่อเลาะพังผืดที่ดึงรั้งผิวออกไป ทำให้ผิวสามารถซ่อมแซมส่วนนี้ได้โดยที่ไม่ต้องผลัดผิวชั้นตื้น หลังทำการเลาะพังผืดควรงดตากแดด และงดใช้เครื่องสำอาง 2-3 วัน ผลข้างเคียงอาจจะมีอาการเจ็บช้ำบริเวณใบหน้า 1-2 สัปดาห์ ระหว่างนี้หากดูแลไม่ดีอาจติดเชื้อได้ การรักษาวิธีนี้ทำได้เดือนละ 1 ครั้ง และจะได้ผลเมื่อทำประมาณ 3-5 ครั้ง

6. การรักษาหลุมสิวด้วยคลื่นวิทยุ (Radio frequency) วิธีนี้เป็นการรักษาหลุมสิวโดยการส่งคลื่นวิทยุลงไปที่ชั้นผิวหนังแท้ทำให้เกิดการทำลายผิวหนัง (Ablation) บริเวณนั้น และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน วิธีนี้อาจรู้สึกเจ็บขณะทำ แต่แพทย์ผิวหนังจะทายาชาก่อนการรักษา ผลการรักษาจะมีประสิทธิภาพเมื่อทำ 3-4 ครั้ง และควรทำเดือนละ 1 ครั้งเท่านั้น

หลุมสิวเป็นปัญหาผิวที่รักษายาก การรักษาที่ได้ผลส่วนใหญ่แลกมาด้วยความเจ็บปวดระหว่างการทำ แถมด้วยความอดทนกับการรักษาที่ยาวนาน และค่ารักษาที่มีราคาแพง การป้องกันการเกิดสิวอาจทำได้ยาก แม้ว่าเราจะดูแลผิวอย่างดี แต่เมื่อเกิดสิวขึ้นมาแล้วการดูแลไม่ให้มือเราไปแกะ เกา บีบ กดสิวอักเสบ เป็นเรื่องที่ทำได้จริง เพื่อลดปัญหาสิวอักเสบที่จะส่งผลให้เกิดหลุมสิวในที่สุด หลุมสิว.

กระชับรูขุมขน ปัญหารูขุมขนกว้างส่วนใหญ่โดยรูขุมขนใหญ่มักจะพบได้ในบริเวณ T-zone

กระชับรูขุมขน ปัญหารูขุมขนกว้างส่วนใหญ่โดยรูขุมขนใหญ่มักจะพบได้ในบริเวณ T-zone และเกิดขึ้นบ่อยสุดในคนผิวมัน รูขุมขนเป็นสิ่งที่ต้องมีกันทุกคน แต่ถ้าอยากให้รูขุมขนเล็กลง ก็ต้องเข้าใจก่อนว่าจะทำให้เล็กขนาดใหญ่ แบบไม่เหลือรูเลยหรือเนียนแบบท้องแขนเลยก็คงเป็นไปไม่ได้ ! เพราะยังไม่มีวิธีใด ๆ ที่สามารถทำให้เรียบได้ขนาดนั้น ยิ่งบริเวณจมูกยิ่งยากใหญ่ แต่ก็สามารถแก้ปัญหารูขุมขนกว้างให้เล็กลงได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้ กระชับรูขุมขน.

กระชับรูขุมขน

กระชับรูขุมขน สาเหตุรูขุมขนกว้าง
การดูแลผิวที่ไม่เหมาะสม ปัญหารูขุมขนกว้างนั้นมักเกิดจากการดูแลผิวที่ผิดวิธี เช่น การไม่ล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง ไม่ล้างเครื่องสำอางก่อนเข้านอน ไม่ขัดผิว ไม่ใช้มอยซ์เจอไรเซอร์เลย เป็นต้น
สิวอุดตันและสิวหัวดำ สิวคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้รูขุมขนกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ชอบบีบสิวเป็นประจำกระชับรูขุมขน
ฮอร์โมนของวัยแรกรุ่น สำหรับวัยนี้จะเป็นวัยที่รูขุมขนจะขยายใหญ่อยู่แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เพราะผิวจะมีการขับความมันออกมามากขึ้นกระชับรูขุมขน
ผิวผลิตน้ำมันมากเกินไป เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดรูขุมขนกว้าง เพราะถ้าต่อมใต้ผิวผลิตน้ำมันมากเกินไป ก็จะเกิดการขยายของรูขุมขนทำให้รูขุมขนกว้างได้
แสงแดด การถูกแสงแดดเป็นประจำจะทำให้ผิวของคุณหนาขึ้น และนั้นอาจเป็นสาเหตุทำให้รูขุมขนอุดตันจนทำให้รูขุมขนกว้างขึ้นได้ อีกทั้งแสงแดดยังเป็นตัวทำลายอีลาสตินและคอลาเจนใต้ผิว ส่งผลให้ผิวขาดความยืดหยุ่น คอลาเจนที่เป็นตัวรักษาความกระชับก็ถูกทำลายไป ทำให้รูขุมขนกว้างขึ้น
พันธุกรรม สำหรับใครที่คุณพ่อหรือคุณแม่เป็นคนที่มีรูขุมขนกว้าง มันก็ไม่แปลกเลยที่คุณจะเป็นแบบนั้นด้วยสภาพแวดล้อม ความเครียด สิ่งสกปรกอุดตันรูขุมขน ฯลฯกระชับรูขุมขน.

ลดหน้าท้อง ให้ดูดีหุ่นสวยสำหรับใครหลายๆ คน

ลดหน้าท้อง ให้ดูดีหุ่นสวยสำหรับใครหลายๆ คน อาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไกลตัว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ใช้เพียงความตั้งใจเพียงเล็กน้อย ควบคู่ไปกับวิธีการง่ายๆดังที่กำลังจะแนะนำต่อไปนี้ คุณก็จะสามารถลดหน้าท้องส่วนเกินที่เคยทำให้กังวลใจ กลับมามีความมั่นใจในหน้าท้องที่เรียบเนียนได้เหมือนเดิม ลดหน้าท้อง.

ลดหน้าท้อง

ลดหน้าท้อง วิธีการลดหน้าท้องได้ง่ายๆ ด้วยตัวเองลดหน้าท้อง

1. ควบคุมอาหาร ควรหลีกเลี่ยงการตามใจปากด้วยอาหารที่มีน้ำตาล อาหารทอด และอาหารที่มีไขมันจำนวนมากๆ สัดส่วนของหน้าท้องก็จะขยายตามไปด้วย ดังนั้นจึงควรที่จะควบคุมปริมาณ รวมไปถึงคุณภาพของอาหารในแต่ละมื้อ เช่น หากเคยทานข้าว 2 จานต่อมื้อ ก็ให้เปลี่ยนมาเป็นทานเพียงจานครึ่ง หรือหนึ่งจาน เป็นต้น

แต่ขอแนะนำว่า ห้ามใช้วิธีการลดหน้าท้องโดยการอดอาหารโดยเด็ดขาด เพราะถึงแม้จะทำให้น้ำหนักตัวลดลง แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานจะทำให้การเผาผลาญพลังงานช้าลง ทำให้กล้ามเนื้อเริ่มเหลว ถึงแม้จะช่วยลดหน้าท้องได้เล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ทำให้ไขมันหายไป ให้ลองเปลี่ยนมาทานผักผลไม้ พร้อมกับดื่มน้ำในแต่ละวันให้มากๆลดหน้าท้อง

2. การนอนแต่หัวค่ำและพักผ่อนให้เพียงพอ การเข้านอนก่อน 4 ทุ่ม ทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่ช่วยในการเผาผลาญพลังงานออกมา ซึ่งเป็นการช่วยในการกำจัดไขมันส่วนเกิน และควรพักผ่อนนอนหลับอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าวันละ 6 ชั่วโมง

3. การออกกำลังกายด้วยตัวเอง การควบคุมอาหารควรทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการออกกำลังกายเพื่อลดหน้าท้องเองก็มีอยู่หลายวิธี แต่ที่ได้รับความนิยม และสามารถทำได้ง่ายๆด้วยตัวเอง มีดังต่อไปนี้
ซิทอัพ + การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ โดยอาจเริ่มจากการซิทอัพ 20 ครั้ง แล้วค่อยๆเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอทุกวัน ผสมกับการออกกำลังแบบคาร์ดิโอ เช่น การสิ่งจ๊อกกิ้ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เป็นต้น อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 3 วัน ต่อสัปดาห์ เพื่อช่วยทำให้ร่างกายได้เผาผลาญไขมันออกไปได้ดียิ่งขึ้น
การเต้น การเต้น 1 ชั่วโมง สามารถช่วยเผาผลาญไขมันได้ถึง 400 แคลอลี่ โดยเฉพาะการเต้นแบบ Belly Dance นอกจากนี้ยังช่วยให้คุณสาวๆ มีทรวดทรงที่กระชับเข้ารูปมากยิ่งขึ้นลดหน้าท้อง
แขม่วหน้าท้อง เป็นการออกกำลังกายง่ายๆที่สามารถทำได้อยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังเป็นการช่วยบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องอีกด้วย โดยการหายใจเข้าแล้วแขม่วท้องเอาให้ได้มากที่สุด จากนั้นค่อยๆผ่อนลมหายใจออกจากท้องให้มากที่สุด ทำซ้ำประมาณ 10 ครั้ง
การนั่งยกขา โดยการนั่งหลังตรงพิงกับเกาอี้ ค่อยๆยกขาขึ้นให้ปลายเท้าลอยขึ้นจากพื้นเล็กน้อย ประมาณ 2-5 นิ้ว ขณะที่ทำการยกขาให้ใช้แรงจากหน้าท้องส่วนล่าง โดยยกขาค้างเอาไว้ประมาณ 5 วินาที แล้วสลับข้าง ให้ทำซ้ำประมาณ 10 ครั้ง
การเดิน ในขณะที่การออกกำลังกายโดยการเดิน หน้าท้องจะเกร็งเองโดยอัตโนมัติ ทำให้หน้าท้องกระชับ และยังช่วยลดต้นขาอีกด้วยลดหน้าท้อง.