วิตามินซี ผิวขาว เป็นใครก็อยากผิวขาวใสกันทั้งนั้นโดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่ให้สำคัญ

วิตามินซี ผิวขาว เป็นใครก็อยากผิวขาวใสกันทั้งนั้นโดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่ให้สำคัญ กับการดูแลผิวพรรณเป็นพิเศษ ทั้งรับประทานอาหารเสริมเพิ่มความขาว ชโลมครีมบำรุงผิวแสนแพง หรือบางคนถึงกับไปฉีดสีผิวก็มี นั่นแสดงให้เห็นว่าสาวๆในบ้านเราส่วนมากอยากผิวขาวใสอ่อนกว่าวัยกันมากแค่ไหน วิตามินซี ผิวขาว.

วิตามินซี ผิวขาว
วิตามินซี ผิวขาว อย่างไรก็ตาม ถ้าอยากผิวขาวใสออกมาจากข้างใน สิ่งที่จะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายได้ก็คือสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อผิวอย่างวิตามินซี ผิวขาว “วิตามินซี” ซึ่งต่างก็ทราบกันดีว่าวิตามินชนิดนี้มีอยู่ในผักผลไม้ เช่น ฝรั่ง ส้ม มะละกอ สตรอเบอร์รี่ เป็นต้น ทว่าส่วนใหญ่มักไม่ชอบรับประทานผักผลไม้กัน ฉะนั้น อาหารเสริมวิตามินซี 1000 mg จึงเกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์คนที่อยากผิวขาวใส ขาวไวนั่นเอง
การทำงานของ วิตามินซี 1000 mg
เมื่อได้รับวิตามินซีเข้าสู่ร่างกาย จะทำให้มีสารอาหารที่เข้าไปกระตุ้นระบบการไหลเวียนโลหิตของผิว เมื่อเซลล์ผิวได้รับอาหารและมีระบบการไหลเวียนที่ดีขึ้นก็จะทำงานได้ดีขึ้น ผิวจึงแลดูมีสุขภาพดี เรียบเนียน สดใส ออร่าจับมากขึ้น รวมทั้งวิตามินซีเป็นสารอาหารที่ช่วยเพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจนในชั้นผิว ทำให้ผิวแน่น วิตามินซี ผิวขาว มีความยืดหยุ่นที่ดีขึ้น จึงทำให้ผิวเต่งตึง ไม่เหี่ยวย่นก่อนวัยอันควร
การรับประทานวิตามินซี นอกจากจะช่วยให้ผิวขาวสว่างกระจ่างใสขึ้นแล้ว ยังช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้น เพราะวิตามินซีช่วยให้ผิวมีกระบวนการซ่อมแซมและรักษาตัวเองได้ดี โดยไปเสริมสร้างผนังเซลล์ ทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง และต่อต้านการอักเสบ นั่นหมายความว่าวิตามินชนิดนี้ช่วยทำให้จุดดำจุดแดง หรือรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิวหายได้เร็ว ใบหน้าที่หมองคล้ำ จึงกลับมาสดใสมากขึ้น
สำหรับคำถามที่ว่า ถ้าอยากผิวขาวใส ขาวไว ทำไมถึงต้องรับประทานวิตามินซี 1000 mg คำตอบคือ การใช้วิตามินซีเพื่อช่วยให้ผิวขาวสดใสขึ้นนั้นควรรับประทานในปริมาณวันละ 1,000 มิลลิกรัมขึ้นไป เพราะเป็นปริมาณที่เหมาะสม และไม่ส่งผลอันตราย จึงไม่ต้องกังวลเรื่องผลข้างเคียง เนื่องจากวิตามินชนิดนี้มีคุณสมบัติละลายในน้ำ ร่างกายจึงขับมันออกจากร่างกายทางปัสสาวะ และยังไม่เคยมีรายงานเกี่ยวกับพิษภัยร้ายแรงที่เกิดจากการได้รับวิตามินซีมากเกินไปวิตามินซี ผิวขาว.

หลุมสิว 6 วิธีรักษาหลุมสิวที่ได้ผลจริงและปลอดภัย

หลุมสิว 6 วิธีรักษาหลุมสิวที่ได้ผลจริงและปลอดภัย ผิวหน้าไม่เรียบเป็นปัญหาให้สาวๆ แต่งหน้าไม่สวยไม่เนียน แป้งไม่ติด ส่วนหนุ่มๆ จะอวดผิวใสเสียหน่อยก็ไม่กล้าเพราะบรรดาหลุมๆ บนผิวหน้าไม่เป็นใจเอาเสียเลย สาเหตุของผิวหน้าไม่เรียบส่วนใหญ่เกิดจากสิวที่สร้างรอยแผลเป็นไว้ให้ดูต่างหน้า เมื่อยามจากไปบางครั้งอาจเรียกว่าหลุมสิวในความเป็นจริงหลุมบนผิวหน้าส่วนใหญ่เกิดจากการอักเสบของสิว การอักเสบกินลึกลงไปถึงชั้นหนังแท้ทำให้คอลลาเจน (Collagen) ในส่วนนั้นถูกทำลาย เมื่อการอักเสบหายไปแต่กลับไม่มีการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาซ่อมแซม หรือการซ่อมแซมเป็นไปได้ช้าจนในที่สุดก็กลายเป็นพังผืด เป็นหลุมบนผิวหน้าทำให้ผิวหน้าไม่เรียบเป็นปัญหาสำหรับหลายๆ คน ก็แน่ล่ะใครจะอยากมีผิวหน้าเป็นหลุมเป็นบ่อราวผิวพระจันทร์ล่ะ หลุมสิว.

หลุมสิว

หลุมสิว มีการแบ่งหลุมสิวออกเป็น 3 ประเภท เพื่อให้ง่ายต่อการแบ่งประเภทการรักษา

1. Rolling scar เป็นหลุมสิวแบบตื้นอาจมีขนาดกว้างแต่ไม่กินลึกถึงชั้นหนังแท้ เป็นหลุมสิวประเภทที่รักษาได้ง่ายกว่าอีก 2 ประเภทต่อไป หลุมสิวประเภทนี้เกิดจากการแกะเกาผิวหน้า
2. Box scar เป็นหลุมลึกกว่า Rolling scar มีขอบเขตชัด ก้นหลุมไม่ลึกถึงรูขุมขนหรือชั้นหนังแท้เกิดจากสิวอักเสบหรือรอยโรค เช่น สุกใส
3. Ice pick scar เป็นหลุมชนิดปากแคบแต่มีความลึกถึงรูขุมขน หลุมชนิดนี้เกิดจากการกดหรือบีบสิวอุดตัน มีการทำลายลึกลงไปถึงชั้นผิวหนังแท้ ทำให้ส่วนผลิตคอลลาเจนหายไปด้วย หลุมชนิดนี้รักษายากและดีขึ้นช้า

การป้องกันการเกิดหลุมสิว

แน่นอนว่าฟังดูอาจจะง่ายแต่จริงๆ ไม่ง่ายเลย แต่ก็ควรค่าแก่การทดลองเพราะการเกิดหลุมสิวเป็นเรื่องที่ไม่คุ้มเอามากๆ เพราะนอกจากหน้าสวยๆ หล่อๆ จะพังแล้ว การรักษายังยืดเยื้อยาวนาน และมีค่าใช้จ่ายสูงอีกต่างหาก

นอกจากการป้องกันไม่ให้เกิดสิวโดยทั่วไปแล้ว เมื่อเกิดสิวขึ้นมาก็ต้องดูแลไม่ให้เกิดการอักเสบโดยจะมีครีมแต้มสิวลดการอักเสบไม่ว่าจะเป็นครีมสมุนไพรทาลดการอักเสบ ครีมแต้มสิวอนุพันธ์วิตามินเอ (Retinol A) หรือกลุ่มยาปฏิชีวนะแต้มสิว ถ้าใช้ครีมแต้มแล้วสิวเหล่านี้ค่อยๆ ยุบก็โชคดีไป แต่หากว่าเจ้าสิวตัวร้ายเจริญเป็นสิวหัวหนองล่ะ?? ช่วงนี้จึงเป็นช่วงสำคัญว่าผิวหน้าของเราจะถูกทำลายมากน้อยเท่าไหร่ ตัวการสำคัญที่จะทำให้ผิวหน้าถูกทำลายมากที่สุดก็คือ มือของเรานี่เอง ทั้งลูบ แคะ แกะ เกา ถ้าส่องกระจกแล้วเกิดรำคาญเอามากๆ ก็บีบ กดเสียอย่างนั้น นั่นแหล่ะตัวการเกิดหลุมสิว ความอดทนก่อนสิวหัวหนองสุกเต็มที่จะช่วยลดการเกิดหลุมสิว เพราะเมื่อหัวสิวสุกเต็มที่เมื่อบีบหรือกดเอาหัวสิวออก หัวสิวจะหลุดถึงรากทำให้ไม่เกิดสิวในบริเวณนั้นซ้ำๆ เมื่อบีบหรือกดหัวสิวออกแล้วให้ดูแลโดยการทาครีมลดการอักเสบ พอบริเวณนั้นเริ่มตกสะเก็ดให้ทาด้วยครีมลดริ้วรอยจะช่วยลดการเกิดหลุมสิว แต่ถ้าสิวสุกไม่เต็มที่แล้วไปบีบหรือกดออกจะทำให้หนองออกไม่หมดต้องบีบหรือกดซ้ำๆ ทำให้ช้ำแดง และผิวส่วนนั้นถูกทำลายกินลึกเกิดเป็นหลุมสิวไปในที่สุด

เมื่อเกิดหลุมสิวขึ้นมาแล้วคนส่วนใหญ่มักไม่นิ่งนอนใจปล่อยให้ใบหน้าใสกลายเป็นหลุมผิวพระจันทร์ ต้องหาวิธีรักษาให้หลุมบ่อบนผิวหน้า เรียบใสดังเดิม โดยขอแบ่งวิธีการรักษาออกเป็น 6 วิธีใหญ่ๆ

1. การใช้ครีมทาภายนอก แบ่งเป็นสูตรจากธรรมชาติ และสูตรจากสารเคมี

1.1 วิธีรักษาหลุมสิวแบบธรรมชาติจริงๆ การรักษาหลุมสิวด้วยสมุนไพรธรรมชาติอาจเห็นผลช้า และรอยหลุมสิวอาจไม่หายไปแต่ก็ช่วยให้รอยตื้นขึ้น วิธีนี้เหมาะกับหลุมสิวที่ไม่กินลึกถึงชั้นหนังแท้ ไม่เหมาะกับหลุมสิวประเภท Ice pick scar แต่ข้อดี คือ ไม่ก่อการระคายเคืองผิวเหมือนวิธีใช้สารเคมีอื่นๆ

A. ว่านหางจระเข้ โดยใช้ว่านหางจระเข้อายุ 1 ปี ขึ้นไปเลือกใช้ใบล่าง เอามาล้างแช่น้ำ 10-15 นาที ให้ยางเหลืองออก ก่อนนำไปปลอกเปลือกและล้างยางซ้ำอีกครั้งให้สะอาด นำวุ้นใสมาพอกหน้าทิ้งไว้ 30 นาที แล้วล้างออก สามารถทำซ้ำได้ทุกวัน ในว่านหางจระเข้มีสารอะลอคตินเอ (Aloctin A) สารตัวนี้ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ ช่วยให้หลุมสิวค่อยๆ ตื้นขึ้น สามารถใช้สูตรว่านหางจระเข้พอกบริเวณที่เป็นหลุมสิวได้ทุกวัน

B. สูตรใบบัวบก โดยใช้ใบบัวบก 1 กำมือ คั้นหรือบด นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 10-15 นาที จะใช้แบบแยกน้ำหรือใช้ทั้งกากพอกหน้าก็ได้ ในใบบัวบกมีสารกลูโคไซด์ (Glucosides) สารตัวนี้กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอิลาสติน (Elastin) จึงช่วยให้หลุมสิวค่อยๆตื้นขึ้นมา สูตรนี้สามารถทำได้ 3 วันต่อสัปดาห์ จะให้ได้ผลดี ควรคั้นน้ำใบบัวบกใส่ตู้เย็นไว้ดื่มร่วมด้วยทุกวันเพื่อเป็นการเสริมสารกลูโคไซด์จากภายใน

C. สูตรมะนาว มะเขือเทศ สูตรพอกหน้าด้วยมะนาว-มะเขือเทศนี้เป็นสูตรแนะนำสำหรับสิวทุกประเภททั้งสิวอุดตัน สิวอักเสบ แม้กระทั่งหลุมสิว เพราะสาร AHA (Alpha Hydroxy Acids) ซึ่งเป็นกรดผลไม้ช่วยในการผลัดผิว ทำให้ผิวตื้นขึ้นจึงลดรอยหลุมสิวได้ สูตรนี้สามารถทำได้ทุกวันโดยการใช้มะเขือเทศบดผสมกับน้ำมะนาว พอกหน้าทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วล้างออก

D. สูตรมะละกอสุก สูตรนี้นำมะละกอสุกยีให้ละเอียดนำมาพอกหน้า 10-15 นาที แล้วล้างออก สามารถทำได้ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ในมะละกอมีเอนไซม์ชื่อปาเปน (Enzyme Papain) และโคโมปาเปน (Chymopapain) เอนไซม์ 2 ตัวนี้นอกจากช่วยลดการอักเสบ ยังกระตุ้นการสมานแผลโดยออกฤทธิ์ช่วยย่อยสลายคอลลาเจนให้เร็วขึ้นเพื่อที่จะนำไปใช้ในการสร้างเซลล์ใหม่ได้เร็วขึ้น

1.2 ครีมรักษาหลุมสิวจากสูตรเคมี

A. ครีมทาหลุมสิวกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ ครีมในกลุ่มนี้ผลิตออกมาในหลายชื่อ ออกฤทธิ์ในการผลัดเซลล์ผิวให้ตื้นขึ้นและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเพื่อเติมหลุมสิว สามารถใช้ทาก่อนนอน ระหว่างใช้ครีมนี้ไม่ควรถูกแสง เพราะจะทำให้บริเวณที่ทาดำคล้ำจึงเป็นเหตุผลที่ควรทาครีมชนิดนี้ก่อนนอน อีกทั้งไม่ควรทาร่วมกับครีมกรดผลไม้ AHA, BHA เพราะจะทำให้ผิวลอก แดง ข้อเสียของครีมกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ คือ ทำให้ผิวระคายเคืองได้ง่าย ถึงจะเป็นครีมทาภายนอกแต่ก็ขับออกทางตับเช่นกันจึงไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ระหว่างใช้ครีมตัวนี้ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

B. ครีมทากลุ่มกรดผลไม้อย่างอ่อน AHA, BHA ได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มที่ช่วยให้เกิดการผลัดผิว ไม่มีอาการแพ้รุนแรง แต่อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ ระหว่างใช้ครีมควรหลีกเลี่ยงแสงแดด แต่หากจำเป็นควรทาครีมกันแดดเสมอ ครีมกลุ่มนี้เหมาะกับหลุมสิวประเภท Rolling scar

2. การผลัดเซลล์ผิว

2.1 การแต้ม TCA (Trichloroacetic acid) เป็นการใช้กรดแต้มเพื่อให้ผิวผลัดเซลล์ ลอกเซลล์ตื้นๆออก ให้รอยหลุมสิวค่อยๆตื้น วิธีการ คือ แพทย์โรคผิวหนังจะเลือกขนาดความเข้มข้นของกรดชนิดนี้ให้เหมาะกับหลุมสิว ใช้ไม้จิ้มฟันแต้มครีมไปที่ก้นหลุมสิว ห้ามถูกบริเวณอื่นทิ้งไว้ 3-5 นาที แล้วล้างออก บริเวณที่แต้มกรดจะเป็นรอยด่างสีขาว เพราะถูกกรดกัดผิว ประมาณ 1 สัปดาห์ จะตกสะเก็ดและลอกออก ทั้งนี้ควรเว้นระยะห่างในการแต้มกรด TCA หลังสะเก็ดหลุด 1-2 สัปดาห์ และใช้ติดต่อกันได้นาน 6 เดือน ทั้งนี้การรักษาวิธีนี้ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ เพราะขึ้นชื่อว่ากรดจะทำอันตรายต่อผิวอ่อนได้ ปัจจุบันวิธีนี้ได้รับความนิยมลดลง เพราะขณะทำอาจสร้างความเจ็บแสบบริเวณผิวหน้า หรืออาจเกิดรอยแผลเป็นชนิดนูนบวมแทนที่

2.2 การกรอผิวด้วยเกร็ดอัญมณี (Microdermabrasion) หรือเรียกสั้นๆ ว่า MD วิธีการโดยการนำผง Aluminum oxide, Sodium chloride หรือ Sodium bicarbonate ที่มีขนาดเล็กมากกว่า 100 ไมครอน (Micron) มาใช้ วิธีนี้สามารถใช้ได้กับหลุมสิวทุกประเภท แต่จะเห็นผลดีในหลุมสิวประเภท Rolling scar และต้องเว้นระยะห่างในการทำ เพราะการกรอผิวเพื่อให้ผิวตื้น และการผลัดเซลล์ผิวเก่าจะทำให้ผิวหน้าบางไปด้วยโดยมากการกรอผิวแบบนี้แพทย์จะนัด 1-2 สัปดาห์ ต่อการทำ 1 ครั้ง ใช้เวลาในการทำ 6-10 ครั้งเพื่อให้ได้ผลในการรักษาหลุมสิว

2.3 เลเซอร์รักษาหลุมสิว (Laser Resurface) วิธีนี้สามารถใช้ได้กับหลุมสิวทั้ง 3 ประเภท การรักษาวิธีนี้ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง เพราะผลข้างเคียงอาจทำให้เกิดรอยดำเป็นปี การทำเลเซอร์มีด้วยกันหลายชนิด

A. Cool touch laser เป็นการยิงเลเซอร์เข้าไปที่ผิวชั้นกลางให้น้ำในผิวอุ่นเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน วิธีนี้จะไม่รู้สึกเจ็บมากเพราะแพทย์โรคผิวหนังจะทายาชาก่อนยิงเลเซอร์ จะพบรอยแดงหลังทำ ปรากฏอยู่ประมาณ 1-2 ชั่วโมง วิธีนี้เหมาะกับหลุมสิวประเภท Rolling scar ทำติดต่อกัน 5-7 ครั้งจึงจะเห็นผล โดยการรักษาแต่ละครั้งแพทย์ผิวหนังจะนัดห่างกัน 2-4 สัปดาห์
B. Laser Fraxel เลเซอร์ชนิดนี้จะใช้คลื่นแสงในช่วงกลางที่มีอนุภาคขนาดเล็กมากยิงเข้าไปกระตุ้นให้เซลล์ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ โดยคลื่นแสงชนิดนี้จะยิงเข้าไปสู่จุดหมายทำให้เซลล์ตายจึงเกิดการสร้างเซลล์ใหม่และผลัดเซลล์ผิว ขณะยิงเลเซอร์ค่อนข้างเจ็บหลังทำต้องหลีกเลี่ยงแสงแดด วิธีนี้จะทำประมาณ 4-5 ครั้ง โดยทำได้เดือนละ 1 ครั้ง เพื่อไม่ให้ผิวอักเสบเกินไป
C. Laser fractional CO2 เลเซอร์ชนิดนี้มีความรุนแรงกว่า 2 ชนิดข้างต้น เลเซอร์ชนิดนี้จะตัดพังผืดแนวดิ่ง แต่ก็ทำลายผิวด้านบนเช่นกัน การตัดพังผืดจะกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ การรักษาจะทำประมาณ 4 ครั้ง ห่างกันเดือนละ 1 ครั้ง ระหว่างรักษาให้หลีกเลี่ยงแสงแดดเพราะผิวจะคล้ำดำ เป็นรอยได้ง่าย

2.4 IPL (Intense pulsed light) เป็นการใช้แสงหลายความยาวคลื่นยิงเข้าไปบริเวณที่เกิดหลุมสิว เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เหมาะกับหลุมสิวประเภท Rolling scar ทำติดต่อกัน 4 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 1 เดือน อาการข้างเคียงอาจเกิดรอยแดงคล้ำ และกลายเป็นสะเก็ด การทำวิธีนี้ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพราะถ้าใช้พลังงานแสงสูงเกินไปจะเกิดรอยไหม้ แต่ถ้าใช้พลังงานแสงต่ำไปการรักษาจะไม่มีประสิทธิภาพ

3. การเติมหลุมสิวให้ตื้น

3.1 การฉีดฟิลเลอร์ (Filler agent) จริงๆ แล้วฟิลเลอร์เป็นวิธีการเติมหลุมสิวให้เต็มโดยใช้สารเติมเต็ม สารเติมเต็มที่ใช้ยังแบ่งออกได้หลายชนิด คือ ซิลิโคน (Silicone) คอลลาเจน (Collagen) และไฮยาลูรอนิก แอซิด (Hyaluronic acid) อีกทั้งยังแยกความคงทนของฟิลเลอร์ได้หลายระยะ สารเติมเต็มที่ปลอดภัยและนิยมใช้คือ คอลลาเจน และไฮยาลูรอนิก แอซิด สารทั้ง 2 ประเภทนี้สามารถเสื่อมสลายจนหมดและต้องมีการฉีดสารเติมเต็มใหม่ ปัจจุบันมีความคงทนของสาร 2 ชนิดนี้อยู่ที่ 1-2 ปี นอกจากนี้ยังพบว่ามีสารเติมเต็มบางประเภทรับประกันว่าคงทนอยู่นานกว่านั้น เมื่อดูส่วนผสมจะเห็นว่ามีเม็ดพลาสติกผสมซึ่งจะก่อให้เกิดอาการแพ้ได้มาก จึงไม่สมควรใช้สารเติมเต็มประเภทที่ผสมเม็ดพลาสติก อาการหลังทำอาจพบว่าใบหน้ามีรอยแดงช้ำได้ การรักษากรณีนี้จะใช้กับหลุมสิวประเภท Rolling scar เพราะไม่มีพังผืดเกาะที่หลุมวิธีนี้ใช้กับหลุมสิวที่มีพังผืดเกาะไม่ได้ผล เพราะพังผืดเป็นตัวกั้นการสร้างคอลลาเจน วิธีการรักษา คือ จะฉีดสารเติมเต็มเข้าไปที่ก้นหลุมเพื่อปิดรอยหลุมให้ตื้นขึ้น

การรักษาด้วยเข็มขนาดเล็ก
การรักษาด้วยเข็มขนาดเล็ก
3.2 การรักษาด้วยเข็มขนาดเล็ก (Skin Needing) วิธีนี้ใช้เครื่องมือที่ชื่อว่า Derma Roller อุปกรณ์นี้มีลักษณะเป็นลูกกลิ้งติดเข็มเล็กๆ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.25 มิลลิเมตรและความยาวของเข็มลึกไปถึงชั้นหนังแท้ วิธีการทำ คือ กลิ้งเครื่องมือนี้ไปบนใบหน้าเข็มจะเจาะลงไปถึงชั้นหนังแท้ หลังจากนั้นจะเกิดการอักเสบของชั้นผิว ร่างกายจะเกิดกระบวนการซ่อมแซมผิวใหม่ เกิดการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินใหม่ นอกจากนี้แพทย์ผิวหนังจะเติมสารบำรุงเข้าไปที่ผิวหน้าช่วยให้ผิวแข็งแรง วิธีนี้ไม่ทำให้เกิดการผลัดผิวส่วนบนจึงไม่ทำให้ผิวหน้าบางหรือสร้างรอยดำคล้ำหลังทำ แต่อาจจะมีรอยแดงๆ บริเวณผิวหน้า 1-2 วัน และลอกเป็นขุย 4-5 วัน และหายไปได้เอง การรักษาวิธีนี้ควรห่างกัน 2-4 สัปดาห์ และทำติดต่อกัน 5 ครั้ง จะช่วยทำให้หลุมสิวตื้นขึ้น

4. ศัลยกรรมให้หลุมสิวตื้น (Punch Excision & Grafting) วิธีนี้เหมาะกับการรักษาหลุมสิวประเภท Ice Pick scar ขนาดไม่เกิน 3 มิลลิเมตร เป็นการตัดหลุมสิวออก วิธีการแบ่งออกเป็นสองชนิด

ชนิดแรก คือ ผ่าตัดแล้วยกก้นหลุมขึ้นมาโดยการเย็บก้นหลุมแล้วปิดด้วยเทปแบบปลอดเชื้อ ส่วนอีกวิธีเป็นการย้ายเนื้อเยื่อจากบริเวณอื่นมาปิดซ่อมแซม หลังทำแผลจะแห้งประมาณ 1 สัปดาห์ อาจพบรอยแผลเป็นบางๆ ต้องรักษาต่อด้วยการทำเลเซอร์ วิธีนี้เป็นการรักษาแบบครั้งเดียวแต่ก็ทิ้งรอยแผลเป็นใหม่ไว้ได้ง่าย

5. วิธีการรักษาด้วยการเลาะพังผืด (Subcision) วิธีนี้ทำโดยใช้เข็มสอดเข้าไปที่ใต้หลุมสิว เพื่อเลาะพังผืดที่ดึงรั้งผิวออกไป ทำให้ผิวสามารถซ่อมแซมส่วนนี้ได้โดยที่ไม่ต้องผลัดผิวชั้นตื้น หลังทำการเลาะพังผืดควรงดตากแดด และงดใช้เครื่องสำอาง 2-3 วัน ผลข้างเคียงอาจจะมีอาการเจ็บช้ำบริเวณใบหน้า 1-2 สัปดาห์ ระหว่างนี้หากดูแลไม่ดีอาจติดเชื้อได้ การรักษาวิธีนี้ทำได้เดือนละ 1 ครั้ง และจะได้ผลเมื่อทำประมาณ 3-5 ครั้ง

6. การรักษาหลุมสิวด้วยคลื่นวิทยุ (Radio frequency) วิธีนี้เป็นการรักษาหลุมสิวโดยการส่งคลื่นวิทยุลงไปที่ชั้นผิวหนังแท้ทำให้เกิดการทำลายผิวหนัง (Ablation) บริเวณนั้น และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน วิธีนี้อาจรู้สึกเจ็บขณะทำ แต่แพทย์ผิวหนังจะทายาชาก่อนการรักษา ผลการรักษาจะมีประสิทธิภาพเมื่อทำ 3-4 ครั้ง และควรทำเดือนละ 1 ครั้งเท่านั้น

หลุมสิวเป็นปัญหาผิวที่รักษายาก การรักษาที่ได้ผลส่วนใหญ่แลกมาด้วยความเจ็บปวดระหว่างการทำ แถมด้วยความอดทนกับการรักษาที่ยาวนาน และค่ารักษาที่มีราคาแพง การป้องกันการเกิดสิวอาจทำได้ยาก แม้ว่าเราจะดูแลผิวอย่างดี แต่เมื่อเกิดสิวขึ้นมาแล้วการดูแลไม่ให้มือเราไปแกะ เกา บีบ กดสิวอักเสบ เป็นเรื่องที่ทำได้จริง เพื่อลดปัญหาสิวอักเสบที่จะส่งผลให้เกิดหลุมสิวในที่สุด หลุมสิว.

กระชับรูขุมขน ปัญหารูขุมขนกว้างส่วนใหญ่โดยรูขุมขนใหญ่มักจะพบได้ในบริเวณ T-zone

กระชับรูขุมขน ปัญหารูขุมขนกว้างส่วนใหญ่โดยรูขุมขนใหญ่มักจะพบได้ในบริเวณ T-zone และเกิดขึ้นบ่อยสุดในคนผิวมัน รูขุมขนเป็นสิ่งที่ต้องมีกันทุกคน แต่ถ้าอยากให้รูขุมขนเล็กลง ก็ต้องเข้าใจก่อนว่าจะทำให้เล็กขนาดใหญ่ แบบไม่เหลือรูเลยหรือเนียนแบบท้องแขนเลยก็คงเป็นไปไม่ได้ ! เพราะยังไม่มีวิธีใด ๆ ที่สามารถทำให้เรียบได้ขนาดนั้น ยิ่งบริเวณจมูกยิ่งยากใหญ่ แต่ก็สามารถแก้ปัญหารูขุมขนกว้างให้เล็กลงได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้ กระชับรูขุมขน.

กระชับรูขุมขน

กระชับรูขุมขน สาเหตุรูขุมขนกว้าง
การดูแลผิวที่ไม่เหมาะสม ปัญหารูขุมขนกว้างนั้นมักเกิดจากการดูแลผิวที่ผิดวิธี เช่น การไม่ล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง ไม่ล้างเครื่องสำอางก่อนเข้านอน ไม่ขัดผิว ไม่ใช้มอยซ์เจอไรเซอร์เลย เป็นต้น
สิวอุดตันและสิวหัวดำ สิวคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้รูขุมขนกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ชอบบีบสิวเป็นประจำกระชับรูขุมขน
ฮอร์โมนของวัยแรกรุ่น สำหรับวัยนี้จะเป็นวัยที่รูขุมขนจะขยายใหญ่อยู่แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เพราะผิวจะมีการขับความมันออกมามากขึ้นกระชับรูขุมขน
ผิวผลิตน้ำมันมากเกินไป เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดรูขุมขนกว้าง เพราะถ้าต่อมใต้ผิวผลิตน้ำมันมากเกินไป ก็จะเกิดการขยายของรูขุมขนทำให้รูขุมขนกว้างได้
แสงแดด การถูกแสงแดดเป็นประจำจะทำให้ผิวของคุณหนาขึ้น และนั้นอาจเป็นสาเหตุทำให้รูขุมขนอุดตันจนทำให้รูขุมขนกว้างขึ้นได้ อีกทั้งแสงแดดยังเป็นตัวทำลายอีลาสตินและคอลาเจนใต้ผิว ส่งผลให้ผิวขาดความยืดหยุ่น คอลาเจนที่เป็นตัวรักษาความกระชับก็ถูกทำลายไป ทำให้รูขุมขนกว้างขึ้น
พันธุกรรม สำหรับใครที่คุณพ่อหรือคุณแม่เป็นคนที่มีรูขุมขนกว้าง มันก็ไม่แปลกเลยที่คุณจะเป็นแบบนั้นด้วยสภาพแวดล้อม ความเครียด สิ่งสกปรกอุดตันรูขุมขน ฯลฯกระชับรูขุมขน.

ลดหน้าท้อง ให้ดูดีหุ่นสวยสำหรับใครหลายๆ คน

ลดหน้าท้อง ให้ดูดีหุ่นสวยสำหรับใครหลายๆ คน อาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไกลตัว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ใช้เพียงความตั้งใจเพียงเล็กน้อย ควบคู่ไปกับวิธีการง่ายๆดังที่กำลังจะแนะนำต่อไปนี้ คุณก็จะสามารถลดหน้าท้องส่วนเกินที่เคยทำให้กังวลใจ กลับมามีความมั่นใจในหน้าท้องที่เรียบเนียนได้เหมือนเดิม ลดหน้าท้อง.

ลดหน้าท้อง

ลดหน้าท้อง วิธีการลดหน้าท้องได้ง่ายๆ ด้วยตัวเองลดหน้าท้อง

1. ควบคุมอาหาร ควรหลีกเลี่ยงการตามใจปากด้วยอาหารที่มีน้ำตาล อาหารทอด และอาหารที่มีไขมันจำนวนมากๆ สัดส่วนของหน้าท้องก็จะขยายตามไปด้วย ดังนั้นจึงควรที่จะควบคุมปริมาณ รวมไปถึงคุณภาพของอาหารในแต่ละมื้อ เช่น หากเคยทานข้าว 2 จานต่อมื้อ ก็ให้เปลี่ยนมาเป็นทานเพียงจานครึ่ง หรือหนึ่งจาน เป็นต้น

แต่ขอแนะนำว่า ห้ามใช้วิธีการลดหน้าท้องโดยการอดอาหารโดยเด็ดขาด เพราะถึงแม้จะทำให้น้ำหนักตัวลดลง แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานจะทำให้การเผาผลาญพลังงานช้าลง ทำให้กล้ามเนื้อเริ่มเหลว ถึงแม้จะช่วยลดหน้าท้องได้เล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ทำให้ไขมันหายไป ให้ลองเปลี่ยนมาทานผักผลไม้ พร้อมกับดื่มน้ำในแต่ละวันให้มากๆลดหน้าท้อง

2. การนอนแต่หัวค่ำและพักผ่อนให้เพียงพอ การเข้านอนก่อน 4 ทุ่ม ทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่ช่วยในการเผาผลาญพลังงานออกมา ซึ่งเป็นการช่วยในการกำจัดไขมันส่วนเกิน และควรพักผ่อนนอนหลับอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าวันละ 6 ชั่วโมง

3. การออกกำลังกายด้วยตัวเอง การควบคุมอาหารควรทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการออกกำลังกายเพื่อลดหน้าท้องเองก็มีอยู่หลายวิธี แต่ที่ได้รับความนิยม และสามารถทำได้ง่ายๆด้วยตัวเอง มีดังต่อไปนี้
ซิทอัพ + การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ โดยอาจเริ่มจากการซิทอัพ 20 ครั้ง แล้วค่อยๆเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอทุกวัน ผสมกับการออกกำลังแบบคาร์ดิโอ เช่น การสิ่งจ๊อกกิ้ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เป็นต้น อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 3 วัน ต่อสัปดาห์ เพื่อช่วยทำให้ร่างกายได้เผาผลาญไขมันออกไปได้ดียิ่งขึ้น
การเต้น การเต้น 1 ชั่วโมง สามารถช่วยเผาผลาญไขมันได้ถึง 400 แคลอลี่ โดยเฉพาะการเต้นแบบ Belly Dance นอกจากนี้ยังช่วยให้คุณสาวๆ มีทรวดทรงที่กระชับเข้ารูปมากยิ่งขึ้นลดหน้าท้อง
แขม่วหน้าท้อง เป็นการออกกำลังกายง่ายๆที่สามารถทำได้อยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังเป็นการช่วยบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องอีกด้วย โดยการหายใจเข้าแล้วแขม่วท้องเอาให้ได้มากที่สุด จากนั้นค่อยๆผ่อนลมหายใจออกจากท้องให้มากที่สุด ทำซ้ำประมาณ 10 ครั้ง
การนั่งยกขา โดยการนั่งหลังตรงพิงกับเกาอี้ ค่อยๆยกขาขึ้นให้ปลายเท้าลอยขึ้นจากพื้นเล็กน้อย ประมาณ 2-5 นิ้ว ขณะที่ทำการยกขาให้ใช้แรงจากหน้าท้องส่วนล่าง โดยยกขาค้างเอาไว้ประมาณ 5 วินาที แล้วสลับข้าง ให้ทำซ้ำประมาณ 10 ครั้ง
การเดิน ในขณะที่การออกกำลังกายโดยการเดิน หน้าท้องจะเกร็งเองโดยอัตโนมัติ ทำให้หน้าท้องกระชับ และยังช่วยลดต้นขาอีกด้วยลดหน้าท้อง.

สิวอักเสบ ก่อนที่เราจะรู้วิธีรักษาสิวอักเสบเราควรจะเรียนรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นเสียก่อน

สิวอักเสบ ก่อนที่เราจะรู้วิธีรักษาสิวอักเสบเราควรจะเรียนรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นเสียก่อน เพื่อให้เราเข้าใจจริงๆถึงสาเหตุการเกิดสิว และสามารถรักษาสิวอักเสบได้ถูกวิธี พร้อมทั้งเรียนรู้วิธีป้องกันไม่ให้เกิดสิวอักเสบ ที่เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุโดยแท้จริง เพื่อไม่ให้ปัญหาสิว…สิว นี้ เกิดเป็นปัญหารบกวนจิตใจคุณอีกต่อไป!! ดังนั้น…วันนี้เราจึงได้รวบรวมวิธีรักษาสิวอักเสบ สาเหตุการเกิดสิวอักเสบ และวิธีป้องกันการเกิดสิวอักเสบมาฝากค่ะ เพื่อเป็นแนวทางในการรักษาสิวอักเสบของเพื่อนๆ อย่างถูกวิธีค่ะ
สิวอักเสบ.

สิวอักเสบ

สิวอักเสบ มีลักษณะที่่เรามองเห็นเป็นเม็ดตุ่มนูนๆ บวมแดง อาจเป็นเม็ดเล็กหรือใหญ่ก็ได้ บางครั้งเห็นเป็นหนองบริเวณหัวสิว หรือที่เรียกว่า “สิวหนอง” หากสิวอักเสบมีการติดเชื้อและอักเสบมากทำให้มีขนาดใหญ่ก็จะเรียกว่า “สิวหัวช้าง”
***ท่านสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในบทความนี้: สาเหตุและประเภทของสิวอุดตัน สิวอักเสบ

วิธีปฏิบัติตนเพื่อลดการเกิดสิวอักเสบ

1. การล้างหน้าบ่อย ๆ ทำให้เกิดสิวมากขึ้นเพราะการล้างหน้าบ่อย ๆ จะทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองได้ง่ายจึงทำให้เกิดสิวได้ง่ายขึ้นควรล้างหน้าวันละ 2 ครั้งก็เพียงพอแล้ว และควรหลีกเลี่ยงการใช้โฟมล้างหน้า ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิว หรือสบู่ล้างหน้า
2. หลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดสิว เช่น เครื่องสำอาง หรือครีมกันแดดที่เพิ่มความมันบนใบหน้า การนวดและการขัดหน้าสิวอักเสบ
3. ห้ามนอกดึกเด็ดขาด ควรเข้านอนก่อน 4 ทุ่ม ดีที่สุด และตื่นตอน 6 โมงเช้าสิวอักเสบ
4. ห้ามใช้เครื่งสำอางที่แรงเกินไป หันมาใช้ครีมทาหน้าอ่อนๆ เช่น เภสัชก็ได้ค่ะ
5. ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบอาบน้ำ ก็ขอให้ล้างหน้าทุกเช้าและก่อนเข้านอนก็พอค่ะ
6. เวลาที่คุณเข้านอนไม่ควรทาครีมใดๆ ควรล้างหน้า เช็ดให้แห้ง และเข้านอนทันทีค่ะ
7. เวลาที่ล้างหน้าไม่ควรถูแรงๆ เพราะอาจทำให้สิวเกิดการอักเสบและเป็นหนองเพิ่มขึ้นค่ะ
8. ควรสระผมบ่อยๆ อย่าปล่อยให้ผมมันและลงมาปรกตามใบหน้า พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันใส่ผมหรือเจลแต่งผม
9. อย่าปล่อยให้หน้ามันมากเกินไป ควรใช้กระดาษซับหน้า แบบเบามือช่วยลดความมัน
10. อย่าใช้ผ้าเช็ดหน้ากดทับบริเวณที่สิวอักเสบ
11. อย่าใช้มือบีบ แกะ เกาบริเวณที่เป็นสิว
12. อย่าเครียดหรือวิตกกังวลเกินไป หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ ทำจิตใจให้แจ่มใส
13. ถ้าในกรณีที่เป็นสิวหัวหนองขนาดใหญ่หลายๆเม็ด หรือมีอาการอักเสบมาก ควรไปพบแพทย์ เพราะจะได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง จะได้ไม่เกิดแผลเป็นจากสิว สิวอักเสบ.

วิตามินซี หากเราได้รับวิตามินซีน้อยกว่าที่ร่างกายควรจะได้รับ

วิตามินซี หากเราได้รับวิตามินซีน้อยกว่าที่ร่างกายควรจะได้รับ ก็จะเกิดลักปิดลักเปิด ซึ่งจะยิ่งรุนแรงมากขึ้นหากขาดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานและไม่ต้องกังวัลว่าจะได้รับมากเกินไป เนื่องจาก วิตามินซี สามารถละลายน้ำได้ดี หากร่างกายไม่ได้ใช้ก็จะมีการขับออกมาได้ทางปัสสาวะ อีกทั้งยังไม่เคยมีรายงานเกี่ยวกับพิษที่เกิดจากการรับประทาน วิตามินซี แม้จะรับประทานในปริมาณที่สูงกว่า 6,000 – 18,000 มิลลิกรัม วิตามินซี.

วิตามินซี

วิตามินซี ข้อปฏิบัติในการรับประทานเพื่อประโยชน์สูงสุด

-เพื่อให้ได้ผลดีที่สุดควรพิจารณารับประทานร่วมกับสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆ เช่น วิตามินอี ฟลาโวนอย จะไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ วิตามินซี

-เพื่อสุขภาพทั่วไป ควรรับประทานอย่างน้อย 500 มิลลิกรัมต่อวัน

-สำหรับการรับประทานเพื่อการรักษาหรือการป้องกัน ควรรับประทาน 1,000 – 6,000 มิลลิกรัม ขึ้นกับโรคแต่ละชนิด

-การรับประทานไม่จำเป็นต้องรับประทานในครั้งเดียวต่อวัน สามารถแบ่งรับประทานเป็นหลายๆ ครั้งต่อวัน

-การรับประทาน วิตามินซี ไม่จำเป็นต้องรับประทานพร้อมอาหาร หรือทานอาหารก่อนการรับประทาน

-ยังไม่มีรายงานว่า วิตามินซี ชนิดพิเศษพวก Esterifies วิตามินซี จะให้ผลดีกว่าวิตามินซีแบบธรรมดาวิตามินซี

ข้อควรระวัง

-การรับประทานในปริมาณสูงๆ อาจจะมีผลต่อการดูดซึมแร่ธาตุอื่นๆ เช่น Copper Selenium

-การรับประทานในปริมาณสูงๆ อาจจะมีผลต่อการผิดพลาดของผลตรวจระดับน้ำตาลในปัสสาวะได้

-วิตามินซี ทำให้การดูดซึมธาตุเหล็กได้ดี จึงอาจจะเกิดภาวะได้รับธาตุเหล็กเกิน วิตามินซี.

วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี วิตามินซี เป็นวิตามินที่ละลายได้ในน้ำ

วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี วิตามินซี เป็นวิตามินที่ละลายได้ในน้ำ ร่างกายไม่สามารถที่จะสร้างขึ้นเองได้ จึงจำเป็นต้องได้รับจากการรับประทานเข้าไป ซึ่งเราสามารถรับวิตามินซีจากสารอาหารที่เราทานเข้าไปได้ไม่ว่าจะเป็นผักหรือผลไม้ต่างๆ แต่บางคนไม่ชอบทานผักผลไม้จึงอาจจำเป็นต้องทานวิตามินเสริม เพราะประโยชน์ของวิตามินซีมีมากมายดังต่อไปนี้ วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี.

วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี

วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี

1.วิตามินซีเป็นตัวสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นเส้นใยทำหน้าที่เชื่อมเนื้อเยื่อต่างๆ ไว้ด้วยกันซึ่งจะทำให้ช่วยให้ผิวพรรณเต่งตึง ทั้งยังเป็นตัวสร้างกระดูก ฟัน เหงือก และเส้นเลือด

2.วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยชะลอความแก่และลดการเกิดริ้วรอยแห่งวัย

3.ช่วยให้แผลสดและแผลไฟไหม้หายเร็วขึ้น และช่วยลบเลือนจุดด่างดำ

4.ช่วยให้การดูดซึมธาตุเหล็กดีขึ้น ซึ่งเป็นการสร้างเม็ดเลือดทางอ้อม

5.ช่วยป้องกันการเปลี่ยนแปลงของเซลล์

6.ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคนอนหลับตายในกรณีเด็กอ่อน

7.ช่วยป้องกันโรคต้อกระจก

8.ช่วยแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน หากรับประทาน วิตามินซี เป็นประจำทุกวัน มันจะช่วยให้เหงือกมีสุขภาพแข็งแรง โดย วิตามินซี จะไปช่วยรักษาเซลที่ถูกทำลายและช่วยให้แผลที่เหงือกหายเร็ววิตามินซี ยี่ห้อไหนดี

9.ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพิ่มความต้านทานต่อ โรคหัวใจ โดยการไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมระดับ คลอเรสเตอรอล ในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรับประทานร่วมกับ วิตามินอี โดยมันจะไปลดการเกาะตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือดวิตามินซี ยี่ห้อไหนดี

10.ช่วยป้องกันอาการไมเกรน เมื่อรับประทานร่วมกับ pantothenic acid โดย วิตามินซี จะไปช่วยร่างกายในการต่อสู้กับความเครียดได้ดีขึ้น

11.การรักษาด้วยการฉีดวิตามินซีปริมาณสูง ในผู้ป่วยมะเร็ง อาจช่วยหยุดยั้งโรคมะเร็งได้ เนื่องจากวิตามินจะเข้าทำปฏิกิริยาทางเคมีในเซลล์ มะเร็ง ให้กลายเป็นกรดขึ้น ทำให้เนื้อร้ายชะงักและน้ำหนักลดไปได้

11.ช่วยเรื่องความจำ โดย วิตามินซี จะไปช่วยรักษาสภาพของเซลประสาทและจะได้ผลดียิ่งขึ้นหากรับประทานร่วมกับอาหารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ เช่น วิตามินอี แคโรทีน กิงโกะไบโลบ้า และโคเอนไซม์ Q10

12.บรรเทาอาการแพ้ เป็นหวัด หอบหืด ไซนัส ทั้งนี้เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้ว วิตามินซี มีคุณสมบัติเป็นสารต่อต้านภูมิแพ้ต่างๆ เช่น ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ ซึ่งอาการแพ้เหล่านี้ก็เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของโรคไซนัส นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่า วิตามินซี ช่วยป้องกันและทำให้อาการหอบหืดดีขึ้น

13.ช่วยให้ผิวขาวใส เนียน นุ่มลื่นอย่างเป็นธรรมชาติเพราะวิตามิน C มีคุณสมบัติในการยับยั้งการสร้างเม็ดสี และช่วยส่งเสริมให้ร่างกายดูดซึมกลูต้าไธโอน ทั้งจากตามธรรมชาติ และแบบที่ทานเสริมเข้าไปได้ดีขึ้น

วิตามินซีพบมากในผลไม้รสเปรี้ยว ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ผักใบเขียว แคนตาลูป มันฝรั่ง มะเขือเทศ ดอกกะหล่ำ พริกไทย เป็นต้น ซึ่งประโยชน์ของวิตามินซีมีมากมายแต่ไม่ควรทานเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะนอกจากทานไปก็ไม่ช่วยอะไรแล้วยังอันตรายต่อร่างกายด้วย ส่วนปริมาณต่ำสุดที่ควรทานต่อวัน ก็ไม่ควรน้อยกว่า 60 – 100 มิลลิกรัม ไม่อย่างนั้นอาจเกิดผลเสียต่อร่างกาย เช่น ผิวพรรณหมองคล้ำ อ่อนเพลีย มีเลือดออกตามไรฟัน และเสี่ยงต่อโรคต่างๆ ตามมา วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี.

ออกกำลังกายลดน้ำหนัก ได้ดีที่สุดคำตอบคือการออกกำลังกายแบบแอโรบิค

ออกกำลังกายลดน้ำหนัก ได้ดีที่สุดคำตอบคือการออกกำลังกายแบบแอโรบิค เพราะเป็นการออกกำลังกายที่ใช้เวลานาน แต่ใช้ความหนักน้อย ที่สำคัญ คือร่างกายสามารถเผาผลาญไขมันมาใช้เป็นพลังงานได้มากขึ้น เนื่องจากได้ออกแรงติดต่อกันเป็นเวลานาน ร่างกายจึงมีเวลาจะสลายไขมันมาใช้ได้มากขึ้น ตัวอย่างของการออกกำลังกายแบบแอโรบิคคือ เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยานอยู่กับที่ เต้นแอโรบิค เต้นรำ ฯลฯ ออกกำลังกายลดน้ำหนัก.

ออกกำลังกายลดน้ำหนัก

ออกกำลังกายลดน้ำหนัก ระยะเวลาการออกกำลังกายเพื่อ ลดน้ำหนัก ต้องใช้เวลาตั้งแต่ 30 นาทีขึ้นไป(ไม่รวมเวลายืดเหยียด และผ่อนคลายกล้ามเนื้อก่อนและหลังออกกำลังกายนะคะ) แต่ไม่ควรเกินหนึ่งชั่วโมง เพราะจะทำให้ร่างกายล้าเกินไป ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือช่วงเช้าตรู่ ก่อนอาหารเช้า เนื่องจากการอดอาหารตลอดทั้งคืนซึ่งระหว่างนั้นร่างกายคุณเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต(ไกลโคเจน)จนเกือบหมด ดังนั้นร่างกายจึงถูกบังคับให้โจมตีแหล่งไขมันสะสมในระหว่างการออกกำลังกายก่อนอาหารเช้านั่นเอง

สำหรับการออกกำลังกายในตอนเช้านั้นมีข้อควรระวังเพียงอย่างเดียวนั่นคือ ควรจะให้เวลาในการยืดกล้ามเนื้อ อบอุ่นร่างกายให้มากหน่อย เพราะกล้ามเนื้อที่พักมาตลอดคืน ต้องการเวลาปรับตัวเพื่อเข้ารับการใช้งานอย่างค่อยเป็นค่อยไป H&C ฉบับนี้เลือกท่ายืดเหยียดกล้ามเนื้อที่เหมาะสำหรับจะใช้ในยามเช้า เตรียมพร้อมสำหรับการออกกำลังกายเพื่อลดความอ้วนทั้งหลาย โดยแต่ละท่าให้หยุดค้างไว้ท่าละ 10 วินาทีค่ะ

สำหรับยืดกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย ยืนแยกเท้าให้กว้างกว่าไหล่เล็กน้อย ปลายเท้าเสมอกัน งอเข่าเล็กน้อย แขม่วหน้าท้องเข้าไป ยืดแขนซ้ายขึ้นเหนือศีรษะ แขนขวาไปข้างหลังลำตัว ค้างไว้ 10 วินาที ทำซ้ำอีกข้างออกกำลังกายลดน้ำหนัก
ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า ปลายเท้าหันเข้าข้างใน ย่อตัวไปข้างหน้า ขาขวาเหยียดตรง (รู้สึกตึงที่น่องขาขวา) หยุดค้างไว้ 10 วินาที ยืดขาซ้ายให้ตรง ปลายเท้าชี้ไปด้านหน้า งอเข่าขวาลง (รู้สึกตึงที่ข้อเท้าซ้ายด้านหน้า) หยุดค้างไว้ 10 วินาที ยกปลายเท้าซ้ายขึ้น (รู้สึกตึงที่กล้ามเนื้อน่องซ้ายด้านหลัง) หยุดค้างไว้ 10 วินาที
ยืนตรงเท้าชิดกัน งอเข่าและย่อตัวลงนั่ง ระวังให้เท้าราบกับพื้นไม่เขย่งขึ้น และทิ้งน้ำหนักตัวไปข้างหน้า ใช้แขนช่วยพยุงตัวให้สมดุล หยุดค้างท่านี้ 10 วินาที
ยืนแยกเท้าห่างกันให้กว้างกว่าไหล่เล็กน้อย ปลายเท้าเสมอกัน งอเข่าเล็กน้อย วางมือบนต้นขา ก้มตัวลงให้หลังเป็นเส้นตรงเดียวกันจากปลายกระดูกสันหลังมาถึงปลายศีรษะ หยุดค้างไว้ 10 วินาที และเพื่อให้หลังส่วนล่างและต้นขายืดหยุ่นดีขึ้น ตรึงร่างกายส่วนบนให้แข็งไว้ แล้วยกก้นขึ้นลงหนึ่งถึงสองนิ้วเป็นจังหวะ 10 ครั้ง
ผ่อนไหล่และต้นคอนั่ง มือจับที่ต้นขาด้านหลัง ดึงต้นขาเข้าหาอก กดไหล่ลง ยืดขาไปข้างหน้า หยุดค้างไว้ 10 วินาที จากนั้นยืดขาไปข้างหน้า กดคางมาหาอก โค้งหลังเล็กน้อย หยุดค้างไว้ 10 วินาทีออกกำลังกายลดน้ำหนัก
นอนหงาย ยกขาขึ้นให้ฝ่าเท้าหงายขึ้นฟ้า จับต้นขาด้านหลังบริเวณเหนือเข่าเล็กน้อย แล้วดึงเข่าเข้าหาอก หยุดค้างไว้ 10 วินาที จากนั้นใช้เท้าทั้งสองวาดวงกลมในอากาศ ปล่อยให้หลังส่วนล่างได้เคลื่อนไหวเบาๆบนพื้น
นอนหงายขาซ้ายเหยียดตรง พับขาขวามาวางพาดขนเข่าซ้าย วางมือขวาบนเข่าข้างที่งอและออกแรงกดลงพื้น ค้างไว้ 10 วินาที ทำซ้ำเช่นเดียวกันอีกข้าง
นั่งขัดสมาธิ ยืดแขนขวาตรงผ่านหน้าอก ใช้มือซ้ายจับแขนขวาเหนือข้อศอกเล็กน้อย ดึงเบาๆเข้าหาตัว หยุดค้างไว้ 10 วินาที จากนั้นพับแขนขวาให้มือพาดผ่านคอไปด้านหลัง แล้วใช้มือซ้ายดันข้อศอกขวาเข้าหาคอ ค้างไว้ 10 วินาที ทำซ้ำเช่นเดียวกันกับแขนอีกข้าง
นั่งขัดสมาธิ งอแขนขวายกขึ้นไว้หลังศีรษะให้ฝ่ามือแตะหลัง ใช้มือซ้ายจับข้อศอกและดันไปข้างหลังเบาๆ ค้างไว้ 10 วินาที ทำซ้ำเช่นเดียวกันกับแขนอีกข้าง ออกกำลังกายลดน้ำหนัก.

วิตามินผิวขาว ประโยชน์จากวิตามินซีนั้นมีมากมายสารพัด

วิตามินผิวขาว  ประโยชน์จากวิตามินซีนั้นมีมากมายสารพัด ไม่ว่าจะช่วยปกป้องเซลล์ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เพิ่มความแข็งแรงของเนื้อเยื่อในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับเส้นเอ็นและคอลลาเจน ทั้งยังมีฤทธิ์ในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยม นอกจากนี้ วิตามินซียังมีประโยชน์ด้านอื่นๆอีก วิตามินผิวขาว.

วิตามินผิวขาว

วิตามินผิวขาว
1.แก้โรคหวัด หากเริ่มรับประทาน วิตามินซี ตั้งแต่เริ่มแรกที่เห็นอาการของโรคหวัด จะช่วยให้อาการป่วยลดความรุนแรงและหายได้เร็วขึ้น มีการศึกษาเมื่อปี 1995 พบว่าหากรับประทาน วิตามินซี 1,000-6,000 มิลลิกรัมต่อวัน ตั้งแต่เริ่มมีอาการของโรคหวัด จะช่วยให้หายได้เร็วขึ้นร้อยละ 21 ทั้งนี้ ยังไม่มีรายงานว่าวิตามินซีสามารถช่วยป้องกันโรคหวัดได้วิตามินผิวขาว
2.เพิ่มความต้านทานต่อโรคหัวใจ โดยการไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมระดับคลอเรสเตอรอลในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรับประทานร่วมกับวิตามินอี มันจะไปลดการเกาะตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด ซึ่งเป็นที่มาของโรคหัวใจนั่นเองวิตามินผิวขาว
3.ป้องกันและต่อสู้กับมะเร็ง มีการศึกษาอย่างมากในเรื่องนี้แต่ก็ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน โดยยังมีการถกเถียงกันอย่างมากเกี่ยววิตามินซีกับการป้องกันและต่อสู้กับโรคมะเร็ง แต่เนื่องจากวิตามินเป็นสารต่ออนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยม จึงสามารถยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งได้
4.ป้องกันโรคต้อกระจก เนื่องจากวิตามินซีสามารถช่วยปกป้องเลนส์ตาจากอันตรายต่างๆ เช่น ควันบุหรี่ แสงอุลตร้าไวโอเลตที่เป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดโรคต้อกระจก ทั้งยังมีการศึกษาหนึ่งพบว่าผู้หญิงที่รับประทานวิตามินซีมาอย่างน้อย 10 ปี มีความเสี่ยงที่จะมีอาการเลนส์ตาขุ่นมัวซึ่งเป็นอาการเริ่มแรกของโรคต้อกระจก ลดลงถึงร้อยละ 77
5.บรรเทาอาการแพ้ หอบหืด ไซนัส โดยธรรมชาติแล้ววิตามินซีมีคุณสมบัติเป็นสารต่อต้านภูมิแพ้ต่างๆ เช่น ฝุ่นละออง เกษรดอกไม้ ซึ่งอาการแพ้เหล่านี้ก็เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของโรคไซนัส ที่สำคัญคือมีการศึกษาค้นคว้าพบว่า วิตามินซีช่วยป้องกันและทำให้อาการหอบหืดดีขึ้น
6.ช่วยป้องกันอาการไมเกรน เมื่อรับประทานร่วมกับ pantothenic acid โดยวิตามินซีจะเข้าไปช่วยในการต่อสู้กับความเครียดได้ดีขึ้น
7.ช่วยเรื่องความจำ โดยวิตามินซีจะช่วยรักษาสภาพของเซลประสาทและจะได้ผลดียิ่งขึ้นหากรับประทานร่วมกับอาหารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ เช่น วิตามินอี แคโรทีน กิงโกะไบโลบ้า และโคเอนไซม์ Q10 วิตามินผิวขาว.

รอยแตกลาย คืออะไร หลายๆงานวิจัยทางการแพทย์ก็จะบอกตรงกันค่ะ

รอยแตกลาย คืออะไร หลายๆงานวิจัยทางการแพทย์ก็จะบอกตรงกันค่ะ ว่ารอยแตกลายนี่เป็นแผลอย่างนึงที่เกิดในชั้นหนังแท้ (mid dermal layer) โดยที่มีความผิดปกติมาตั้งแต่ชั้นหนังกำพร้าที่ฝ่อบางลงค่ะ รอยแตกลาย.

รอยแตกลาย
รอยแตกลาย สาเหตุ
ถ้าสาเหตุจริงๆยังไม่ทราบ (เคยมีผู้อ่านต่อว่าเรื่องอื่นมาว่า ไม่รู้สาเหตุแล้วมาโพสท์ทำไม หมอก็ขอแจ้งให้ทราบว่าเรื่องทางการแพทย์ เรื่องเกี่ยวกับชีวิตคนก็ยังมีอีกเยอะที่ยังไม่ทราบชัดเจนค่ะ นักวิจัยดังๆระดับโลกเค้ายังไม่ทราบเลย หมอก็คงตอบเหมือนเค้าค่ะว่าไม่ทราบ แต่ทางการแพทย์แม้ว่าเค้าไม่ทราบกัน เค้าก็มักจะมีการคาดคะเนสาเหตุที่อาจเป็นไปได้ค่ะ แต่ไม่ใช่มั่วๆตอบไป มีการตัดชิ้นเนื้อจากที่เป็นรอยแตกพิสูจน์ด้วยค่ะ)รอยแตกลาย
แม้จะยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง แต่ในปัจจุบัน เค้าคาดว่า การเกิดรอยแตกลาย มักมี 3 เหตุผลนี้อยู่ด้วยกันค่ะ (ไม่ใช่อย่างใดอย่างนึงค่ะ) คือ
1.การยืดขยายของผิวหนัง ในคนตั้งครรภ์ ผนังหน้าท้องก็มีการขยายอย่างเร็ว (striae gravidarum ดูตามรูป 2) , ในคนที่อ้วน อาจจะเป็นเด็กก็ได้ก็เกิดรอยแตกขึ้น (striae distensae) นอกจากนี้ในผู้ชายที่เล่นกล้ามก็มีการขยายขนาดของกล้ามเนื้อ และผิวหนังก็ต้องมีการขยายไปด้วยและมีรอยแตกเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะที่บริเวณหน้าอกและไหล่ ต้นแขน (striae distensae ดูตามรูป 3 )
2. ผลจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่นในช่วงการเข้าสู่วัยสาว(รอยแตกมักเป็นในผู้หญิงมากกว่าชาย) จริงๆในช่วงเข้าสู่วัยรุ่นก็มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายเช่นสะโพกผายออก ก็มีรอยแตกบริเวณสะโพก ต้นขา,การตั้งครรภ์ก็มีการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมน
3. พันธุกรรม เช่นคุณแม่ตอนตั้งท้องมีรอยแตกลาย ลูกเมื่อตั้งท้องก็มีโอกาสเกิดรอยแตกลายได้มาก เพราะโครงสร้างในผิวหนังมีความเสี่ยงกับการเกิดรอยแตก (อันนี้ไม่เสมอไปค่ะ พบความเกี่ยวโยงกันได้มาก แต่บางคนไม่เป็นตามนี้ก็ได้)
การเกิดรอยแตกลาย เกิดได้ในเหตุการณ์ใดบ้าง ?
– คนที่อ้วนขึ้นอย่างเร็ว หรือหญิงตั้งครรภ์ที่อ้วนขึ้นเร็ว มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมาก (ปรึกษาสูตินารีที่ฝากท้องด้วยนะคะ เรื่องว่าควรมีน้ำหนักเพิ่มอย่างไรเวลาตั้งครรภ์)
– คนเข้าสู่วัยสาว (ตามที่บอกไปแล้ว) , คนเพาะกายจนมีขนาดกล้ามเนื้อและผิวหนังที่ต้องยืดขยายตาม ,การได้รับยากลุ่มสเตียรอยด์ ทั้งแบบกินและทาเป็นเวลานาน (ถ้าท่านที่มีโรคประจำตัวต้องใช้ยา ก็รบกวนถามคุณหมอที่ดูแลอยู่นะคะ ว่าจะให้ใช้ยาไปนานเท่าไหร่ โรคบางโรคจำเป็นคุณหมอก็พยาบยามปรับให้มีปัญหากับคนไข้น้อยสุด แต่โรคที่เป็นเหตุให้ต้องใช้ยาก็ถ้าจำเป็นต้องใช้ก็ต้องใช้ คุณหมอที่รักษาท่านเป็นคนดูแลเรื่องนี้ อย่ามาถามหมอนะคะ ว่าจะหยุดยาอะไรทำนองนี้ ให้ถามคุณหมอที่รักษาค่ะ) กลุ่มพวกทายาผิวขาวตัวขาว แล้วแอบผสมสเตียรอยด์เมื่อใช้ไป 2-3 เดือน ก็เกิดรอยแตกขึ้นได้ (ดูรูป 8 ซึ่งเป็นรูปเด็กนักเรียนหญิงที่ทาครีมกลุ่มนี้ แล้วเป็นกันหลายคนตามข่าวเมื่อนานแล้วค่ะ)
– โรคบางชนิด (ขอไม่พูดถึง เพราะจะต้องอธิบายกันมึน คุณหมออายุรกรรมท่านดูแลเรื่องนั้นค่ะ)
ตำแหน่งที่พบรอยแตกได้ ถ้าเรียงจากบนลงล่าง ก็เช่นรอบๆรักแร้ ,ต้นแขน , ข้อพับด้านในของแขน , หน้าอก(ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย) ,ท้อง, หลัง ,สะโพก,ต้นขา,เข่า,น่อง
ลักษณะการตัดชิ้นเนื้อจากบริเวณที่เป็นรอยแตกมาย้อมสี ส่องกล้องจุลทรรศน์ หลักๆคือ elastin ซึ่งมีมากในชั้นหนังแท้ มีการเรียงตัวที่ผิดปกติไปจากเดิม คลอลาเจนผิดปกติ หนังกำพร้าฝ่อ (นึกๆแบบนี้แล้ว ก็คงนึกได้ว่า รอยแตกซึ่งเป็นการปริของผิวหนังลงไปในชั้นหนังแท้ส่วนล่าง มีโครงสร้างเนื้อเยื่อที่ผิดปกติไปมาก คงยากมากที่จะทาครีมแล้วเปลี่ยนแปลงได้ ขนาดเลเซอร์ลงลึกยังยากเลย
ป้องกันยังไงไม่ให้เป็นรอยแตก ?
ถ้าตอบกันแบบตรงๆคือยากค่ะ อาจจะทำได้ข้อนึงคืออย่าอ้วนเร็ว ข้ออื่นๆที่เป็นเหตุที่น่าจะทำให้เกิด ไม่ว่าระดับฮอร์โมน ในเลือดหรือพันธุกรรม เราก็ป้องกันไม่ได้ค่ะ ส่วนครีมที่คนตั้งครรภ์ทาที่ท้องกันเวลาท้องโตขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็มีส่วนผสมของ oil หรือชุ่มชื้น ในงานวิจัยหลายๆอัน พบว่าช่วยได้น้อย แต่จะทาก็ไม่เป็นอันตรายค่ะ
การรักษา
ถ้าพูดแบบตรงๆ รอยแตกที่กว้างและยาวเช่นที่ท้องหรือสะโพก หมอยังไม่เคยเห็นว่าการรักษาใดๆก็ตามทำให้หายกลายเป็นผิวปกติ แบบดูไม่ออกว่าตรงนั้นมีรอยแตก ไม่เคยเจอค่ะ
ตอนที่รอยแตกยังเป็นเส้นสีแดงๆ (striae rubra) ถือกันว่าเป็นช่วงที่ดีในการรักษา (แต่ถ้าเกิดในสตรีตั้งท้องก็ต้องมีการคลอดบุตรให้เสร็จก่อนค่ะ ไม่ได้ยิงเลเซอร์ขณะที่มีเด็กในท้องค่ะ)
– ครีม หรือทา AHA peeling งานวิจัยทางการแพทย์ที่เชื่อถือได้ ไม่ค่อยคิดว่าจะได้ผลนักค่ะ บ้างก็ว่าดูดีขึ้นจากการที่ทำให้ผิวรอบๆรอยแตกดูขาวกลมกลืนกับรอยแตกมากขึ้น ตัดชิ้นเนื้อไปส่องกล้องจุลทรรศน์ก็ไม่ได้ดีขึ้น
– เลเซอร์ มีหลายชนิดเลเซอร์มาก ส่วนใหญ่เมื่อรักษาไปหลายครั้ง ก็ดูกลมกลืนขึ้น รอยแตกเล็กลง แคบเข้า เนียนขึ้น แบบรูปที่ 10 ที่มีงานวิจัยทางการแพทย์ต่างประเทศแสดงให้เห็นผลหลังเลเซอร์หลายครั้ง
เลเซอร์แต่ละชนิด ก็มีงานวิจัยที่บอกว่าผลดีแตกต่างกันไป แต่ไม่เคยมีงานวิจัยไหนที่บอกได้ว่า เลเซอร์รักษาจนทำให้รอยแตกหายไปจนเหมือนผิวปกติเปี๊ยบค่ะ สรุปว่าทำให้ดีขึ้น แต่รักษาจนเป็นเหมือนผิวปกติไม่ได้
ที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นข้อมูลที่เป็นความจริง มีการพิสูจน์ทางการแพทย์ แม้ว่ารอยแตกลายจะเป็นปัญหาที่พบกันได้มาก แต่การรักษาให้หายสนิทยังไม่มี โดยที่เลเซอร์ถือว่าได้ผลมากในระดับนึงแล้ว ความคาดหวังก็เป็นสิ่งสำคัญ ถ้านึกถึงไปในผิวหนัง รอยแตกซึ่งเป็นการปริ ฉีกของหนังแท้ ก็ยากที่จะซ่อมจนเหมือนปกติได้ ที่คลินิคหมอไม่ได้ทำเพราะหมอไม่ชอบมีปัญหากับความคาดหวังนี่ล่ะค่ะ เลเซอร์ก็ต้องทำหลายครั้ง ทุกๆครั้งก็ต้องมีรายจ่าย เคสก็กลุ้มใจว่าเมื่อไหร่จะหาย หมอที่รักษาก็กลุ้มใจเหมือนกันนะคะ ถ้าพูดตรงๆคือไม่หายจนมองไม่เห็น ยิ่งลองบีบเนื้อแบบรูป 9 ยิ่งเห็นใหญ่ ตัดชิ้นเนื้อที่รักษาด้วยเลเซอร์ก็ดีขึ้น แต่ไม่เคยกลับไปเหมือนปกติค่ะ รอยแตกลาย.