วิตามินผิวขาว นอกจากนี้ วิตามินซียังช่วยในการฟื้นฟู ปรับสภาพผิวจากการเผชิญกับแสงแดดเป็นเวลานาน

วิตามินผิวขาว นอกจากนี้ วิตามินซียังช่วยในการฟื้นฟู ปรับสภาพผิวจากการเผชิญกับแสงแดดเป็นเวลานาน ทำให้ผิวที่หมองคล้ำแลดูกระจ่างใสขึ้นและถ้าร่างกายขาดวิตามินซี ก็จะมีเลือดออกตามไรฟัน และผิวหนังจะมีอาการฟกช้ำดำเขียวง่าย ระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายอ่อนแอ ทำให้ติดเชื้อไวรัส และแบคทีเรียได้ง่าย อาจจะเคยได้ยินกันมาบ้าง เวลาที่เราเป็นหวัด จะบอกให้เราทานวิตามินซีเม็ด ก็ด้วยสาเหตุที่ร่างกายขาดวิตามินซีค่ะ และจะทำให้แผลหายช้า เส้นเลือดในร่างกายไม่แข็งแรงวิตามินซีให้คุณมีผิวขาวสวยได้ดังใจ ร่างกายของมนุษย์นั้น ไม่สามารถสร้าง “วิตามินซี” (Ascobic Acid) ขึ้นได้ด้วยตัวเอง และวิตามินซีก็ยังเป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการ เราจึงจำเป็นต้องได้รับวิตามินซีจากการรับประทาน ซึ่งวิตามินซีวิตามินผิวขาว.

วิตามินผิวขาว

วิตามินผิวขาว วิตามินซี (Ascobic Acid) เป็นตัวช่วยที่จะทำให้ผิวขาวผุดผ่องกระจ่างใสเป็นธรรมชาติ ซึ่งวิตามินซีมีอยู่ในผักผลไม้หลากหลายชนิด และเป็นวิตามินซีที่ละลายน้ำได้ และนอกจากผิวพรรณแล้ว วิตามินซียังช่วยป้องกันโรคหวัด ภูมิแพ้ ป้องกันการติดเชื้อจากบาดแผล และช่วยสมานแผลให้หายเร็วขึ้น ยังสามารถป้องกันการเกิดโรคโลหิตจาง ช่วยให้ผิวหนังแข็งแรง ลดอาการฟกช้ำดำเขียว และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายวิตามินผิวขาว

วิตามินซีจากผักผลไม้สดจะช่วยให้ผิวขาว มีความชุ่มชื้น มีน้ำมีนวล ผิวจะเรียบเนียน และเพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจน ทำให้ผิวแน่น ยืดหยุ่น ชะลอริ้วรอยเหี่ยวย่นในผิวก่อนวัยอันควร นอกจากนี้ หากรับประทานผักผลไม้ที่มีวิตามินซีอย่างสม่ำเสมอ ยังสามารถช่วยลดอาการผิวไหม้แดดได้ดีอีกด้วย

ตลาดสดทั่วไปก็เป็นอาหารผิวขาวที่เราสามารถหาซื้อได้ง่าย อย่างไรก็ดี ควรทานควบคู่กับการใช้ครีมผิวขาว ครีมหน้าขาว ครีมทาผิวขาว และเครื่องสำอางบำรุงผิวที่มีส่วนผสมจากสารสกัดจากธรรมชาติ 100% แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอที่จะทำให้ผิวขาวขึ้นแล้วค่ะ
ดังนั้น การรับประทาน “ผักผลไม้” โดยเฉพาะผลไม้ที่มีสีสดใสหมุนเวียนเปลี่ยนกันไปอย่างสม่ำเสมอ และทานอาหารให้ครบ ๕ หมู่ ควรหลีกเลี่ยงอาหารมัน เพราะอาหารมันจะทำให้เกิดสิวได้ พร้อมกับดื่มน้ำอย่างน้ำ ๘-๑๐ แก้วต่อวัน และออกกำลังกายควบคู่กันไปด้วย จึงจะทำให้คุณสาว ๆ ได้ผิวขาวถาวรที่สวยแล้ว ยังมาพร้อมกับสุขภาพผิว สุขภาพร่างกายที่ดีด้วย ทั้งนี้ นอกจากการรับประทานผักผลไม้สดแล้ว ยังสามารถนำมามาส์คหน้า ขัดผิว และนำมาสครับผิวได้เป็นอย่างดีเช่นกันค่ะ และคุณสาว ๆ หนุ่ม ๆ ก็สามารถทำได้บ่อยครั้ง ที่สำคัญไม่ควรขัด หรือทำความรุนแรงกับผิวนะค่ะ เพียงแค่สาว ๆ ดูแลตัวเองและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิวพรรณ เท่านี้ก็มีผิวขาวถาวรที่เปล่งปลั่งได้แล้วค่ะ โดยที่คุณสาว ๆ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอาหารเสริมผิวขาวกันเลยนะค่ะ

วิตามินซี ช่วยอะไรร่างกายได้บ้าง นอกจากความงาม?

จากการศึกษาพบว่าวิตามินซี ช่วยอะไรต่อร่างกายได้อย่างมากมาย นอกเหนือจากเพียงเรื่องของความงาม ซึ่งวิตามินซี ช่วยอะไรได้บ้างนั้น หลักๆมีดังต่อไปนี้

1.ช่วยสนับสนุนการเจริญเติบโต และการพัฒนาการของร่างกายให้เป็นปกติ

2.ช่วยทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีมากยิ่งขึ้นวิตามินผิวขาว

3.ช่วยในการสังเคราะห์คอลลาเจนในชั้นผิว

4.ช่วยในการรักษาบาดแผลให้หายอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

5.ทำหน้าที่เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง ทำให้วิตามินซีเป็น วิตามินบำรุงผิว ที่มีประสิทธิภาพ

6.ช่วยป้องกัน หรือชะลอการเกิดโรคมะเร็งบางชนิด

7.ช่วยป้องกัน หรือชะลอการเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือด และโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆวิตามินผิวขาว

8.ช่วยเสริมประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันให้ดีมากยิ่งขึ้น

9.ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับหลอดเลือดฝอย

10.ช่วยลดความเมื่อยล้าน อ่อนเพลีย หรือสถาวะร่างกายอ่อนแรงให้น้อยลงวิตามินผิวขาว.

รอยแตกลาย รอยแตกลายคืออะไร หลายๆงานวิจัยทางการแพทย์ก็จะบอกตรงกันค่ะ ว่ารอยแตกลายนี่เป็นแผลอย่างนึง

รอยแตกลาย รอยแตกลายคืออะไร หลายๆงานวิจัยทางการแพทย์ก็จะบอกตรงกันค่ะ ว่ารอยแตกลายนี่เป็นแผลอย่างนึงที่เกิดในชั้นหนังแท้ (mid dermal layer) โดยที่มีความผิดปกติมาตั้งแต่ชั้นหนังกำพร้าที่ฝ่อบางลงค่ะ
สาเหตุ
ถ้าสาเหตุจริงๆยังไม่ทราบ (เคยมีผู้อ่านต่อว่าเรื่องอื่นมาว่า ไม่รู้สาเหตุแล้วมาโพสท์ทำไม หมอก็ขอแจ้งให้ทราบว่าเรื่องทางการแพทย์ เรื่องเกี่ยวกับชีวิตคนก็ยังมีอีกเยอะที่ยังไม่ทราบชัดเจนค่ะ นักวิจัยดังๆระดับโลกเค้ายังไม่ทราบเลย หมอก็คงตอบเหมือนเค้าค่ะว่าไม่ทราบ แต่ทางการแพทย์แม้ว่าเค้าไม่ทราบกัน เค้าก็มักจะมีการคาดคะเนสาเหตุที่อาจเป็นไปได้ค่ะ แต่ไม่ใช่มั่วๆตอบไป มีการตัดชิ้นเนื้อจากที่เป็นรอยแตกพิสูจน์ด้วยค่ะ)รอยแตกลาย.

รอยแตกลาย
รอยแตกลาย แม้จะยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง แต่ในปัจจุบัน เค้าคาดว่า การเกิดรอยแตกลาย มักมี 3 เหตุผลนี้อยู่ด้วยกันค่ะ (ไม่ใช่อย่างใดอย่างนึงค่ะ) คือ
1.การยืดขยายของผิวหนัง ในคนตั้งครรภ์ ผนังหน้าท้องก็มีการขยายอย่างเร็ว (striae gravidarum ดูตามรูป 2) , ในคนที่อ้วน อาจจะเป็นเด็กก็ได้ก็เกิดรอยแตกขึ้น (striae distensae) นอกจากนี้ในผู้ชายที่เล่นกล้ามก็มีการขยายขนาดของกล้ามเนื้อ และผิวหนังก็ต้องมีการขยายไปด้วยและมีรอยแตกเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะที่บริเวณหน้าอกและไหล่ ต้นแขน (striae distensae ดูตามรูป 3 )
2. ผลจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่นในช่วงการเข้าสู่วัยสาว(รอยแตกมักเป็นในผู้หญิงมากกว่าชาย) จริงๆในช่วงเข้าสู่วัยรุ่นก็มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายเช่นสะโพกผายออก ก็มีรอยแตกบริเวณสะโพก ต้นขา,การตั้งครรภ์ก็มีการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนรอยแตกลาย
3. พันธุกรรม เช่นคุณแม่ตอนตั้งท้องมีรอยแตกลาย ลูกเมื่อตั้งท้องก็มีโอกาสเกิดรอยแตกลายได้มาก เพราะโครงสร้างในผิวหนังมีความเสี่ยงกับการเกิดรอยแตก (อันนี้ไม่เสมอไปค่ะ พบความเกี่ยวโยงกันได้มาก แต่บางคนไม่เป็นตามนี้ก็ได้)
การเกิดรอยแตกลาย เกิดได้ในเหตุการณ์ใดบ้าง ?
– คนที่อ้วนขึ้นอย่างเร็ว หรือหญิงตั้งครรภ์ที่อ้วนขึ้นเร็ว มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมาก (ปรึกษาสูตินารีที่ฝากท้องด้วยนะคะ เรื่องว่าควรมีน้ำหนักเพิ่มอย่างไรเวลาตั้งครรภ์)
– คนเข้าสู่วัยสาว (ตามที่บอกไปแล้ว) , คนเพาะกายจนมีขนาดกล้ามเนื้อและผิวหนังที่ต้องยืดขยายตาม ,การได้รับยากลุ่มสเตียรอยด์ ทั้งแบบกินและทาเป็นเวลานาน (ถ้าท่านที่มีโรคประจำตัวต้องใช้ยา ก็รบกวนถามคุณหมอที่ดูแลอยู่นะคะ ว่าจะให้ใช้ยาไปนานเท่าไหร่ โรคบางโรคจำเป็นคุณหมอก็พยาบยามปรับให้มีปัญหากับคนไข้น้อยสุด แต่โรคที่เป็นเหตุให้ต้องใช้ยาก็ถ้าจำเป็นต้องใช้ก็ต้องใช้ คุณหมอที่รักษาท่านเป็นคนดูแลเรื่องนี้ อย่ามาถามหมอนะคะ ว่าจะหยุดยาอะไรทำนองนี้ ให้ถามคุณหมอที่รักษาค่ะ) กลุ่มพวกทายาผิวขาวตัวขาว แล้วแอบผสมสเตียรอยด์เมื่อใช้ไป 2-3 เดือน ก็เกิดรอยแตกขึ้นได้ (ดูรูป 8 ซึ่งเป็นรูปเด็กนักเรียนหญิงที่ทาครีมกลุ่มนี้ แล้วเป็นกันหลายคนตามข่าวเมื่อนานแล้วค่ะ)
– โรคบางชนิด (ขอไม่พูดถึง เพราะจะต้องอธิบายกันมึน คุณหมออายุรกรรมท่านดูแลเรื่องนั้นค่ะ)รอยแตกลาย
ตำแหน่งที่พบรอยแตกได้ ถ้าเรียงจากบนลงล่าง ก็เช่นรอบๆรักแร้ ,ต้นแขน , ข้อพับด้านในของแขน , หน้าอก(ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย) ,ท้อง, หลัง ,สะโพก,ต้นขา,เข่า,น่อง
ลักษณะการตัดชิ้นเนื้อจากบริเวณที่เป็นรอยแตกมาย้อมสี ส่องกล้องจุลทรรศน์ หลักๆคือ elastin ซึ่งมีมากในชั้นหนังแท้ มีการเรียงตัวที่ผิดปกติไปจากเดิม คลอลาเจนผิดปกติ หนังกำพร้าฝ่อ (นึกๆแบบนี้แล้ว ก็คงนึกได้ว่า รอยแตกซึ่งเป็นการปริของผิวหนังลงไปในชั้นหนังแท้ส่วนล่าง มีโครงสร้างเนื้อเยื่อที่ผิดปกติไปมาก คงยากมากที่จะทาครีมแล้วเปลี่ยนแปลงได้ ขนาดเลเซอร์ลงลึกยังยากเลยรอยแตกลาย
ป้องกันยังไงไม่ให้เป็นรอยแตก ?
ถ้าตอบกันแบบตรงๆคือยากค่ะ อาจจะทำได้ข้อนึงคืออย่าอ้วนเร็ว ข้ออื่นๆที่เป็นเหตุที่น่าจะทำให้เกิด ไม่ว่าระดับฮอร์โมน ในเลือดหรือพันธุกรรม เราก็ป้องกันไม่ได้ค่ะ ส่วนครีมที่คนตั้งครรภ์ทาที่ท้องกันเวลาท้องโตขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็มีส่วนผสมของ oil หรือชุ่มชื้น ในงานวิจัยหลายๆอัน พบว่าช่วยได้น้อย แต่จะทาก็ไม่เป็นอันตรายค่ะ
การรักษา
ถ้าพูดแบบตรงๆ รอยแตกที่กว้างและยาวเช่นที่ท้องหรือสะโพก หมอยังไม่เคยเห็นว่าการรักษาใดๆก็ตามทำให้หายกลายเป็นผิวปกติ แบบดูไม่ออกว่าตรงนั้นมีรอยแตก ไม่เคยเจอค่ะ
ตอนที่รอยแตกยังเป็นเส้นสีแดงๆ (striae rubra) ถือกันว่าเป็นช่วงที่ดีในการรักษา (แต่ถ้าเกิดในสตรีตั้งท้องก็ต้องมีการคลอดบุตรให้เสร็จก่อนค่ะ ไม่ได้ยิงเลเซอร์ขณะที่มีเด็กในท้องค่ะ)
– ครีม หรือทา AHA peeling งานวิจัยทางการแพทย์ที่เชื่อถือได้ ไม่ค่อยคิดว่าจะได้ผลนักค่ะ บ้างก็ว่าดูดีขึ้นจากการที่ทำให้ผิวรอบๆรอยแตกดูขาวกลมกลืนกับรอยแตกมากขึ้น ตัดชิ้นเนื้อไปส่องกล้องจุลทรรศน์ก็ไม่ได้ดีขึ้น
– เลเซอร์ มีหลายชนิดเลเซอร์มาก ส่วนใหญ่เมื่อรักษาไปหลายครั้ง ก็ดูกลมกลืนขึ้น รอยแตกเล็กลง แคบเข้า เนียนขึ้น แบบรูปที่ 10 ที่มีงานวิจัยทางการแพทย์ต่างประเทศแสดงให้เห็นผลหลังเลเซอร์หลายครั้งรอยแตกลาย
เลเซอร์แต่ละชนิด ก็มีงานวิจัยที่บอกว่าผลดีแตกต่างกันไป แต่ไม่เคยมีงานวิจัยไหนที่บอกได้ว่า เลเซอร์รักษาจนทำให้รอยแตกหายไปจนเหมือนผิวปกติเปี๊ยบค่ะ สรุปว่าทำให้ดีขึ้น แต่รักษาจนเป็นเหมือนผิวปกติไม่ได้
ที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นข้อมูลที่เป็นความจริง มีการพิสูจน์ทางการแพทย์ แม้ว่ารอยแตกลายจะเป็นปัญหาที่พบกันได้มาก แต่การรักษาให้หายสนิทยังไม่มี โดยที่เลเซอร์ถือว่าได้ผลมากในระดับนึงแล้ว ความคาดหวังก็เป็นสิ่งสำคัญ ถ้านึกถึงไปในผิวหนัง รอยแตกซึ่งเป็นการปริ ฉีกของหนังแท้ ก็ยากที่จะซ่อมจนเหมือนปกติได้ ที่คลินิคหมอไม่ได้ทำเพราะหมอไม่ชอบมีปัญหากับความคาดหวังนี่ล่ะค่ะ เลเซอร์ก็ต้องทำหลายครั้ง ทุกๆครั้งก็ต้องมีรายจ่าย เคสก็กลุ้มใจว่าเมื่อไหร่จะหาย หมอที่รักษาก็กลุ้มใจเหมือนกันนะคะ ถ้าพูดตรงๆคือไม่หายจนมองไม่เห็น ยิ่งลองบีบเนื้อแบบรูป 9 ยิ่งเห็นใหญ่ ตัดชิ้นเนื้อที่รักษาด้วยเลเซอร์ก็ดีขึ้น แต่ไม่เคยกลับไปเหมือนปกติค่ะรอยแตกลาย.

วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี วิตามินซีในรูปแบบของอาหารเสริม เป็นวิตามินที่รับประทานกันอย่างแพร่หลายมากที่สุด

วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี วิตามินซีในรูปแบบของอาหารเสริม เป็นวิตามินที่รับประทานกันอย่างแพร่หลายมากที่สุด มีจำหน่ายหลายรูปแบบ เช่น แบบเม็ด แคปซูล ลูกอม เม็ดแบบแตกตัวช้า แบบผง แบบเคี้ยว น้ำเชื่อม หรือเรียกได้ว่าแทบจะทุกรูปแบบ
วิตามินซีบริสุทธิ์ คือรูปที่แปลงมาจากน้ำตาลเดกซ์โทรสจากข้าวโพด (แม้จะไม่มีข้าวโพดหรือเดกซ์โทรสหลงเหลืออยู่เลย)
ความแตกต่างระหว่างวิตามินซีจากธรรมชาติ หรือแบบอินทรีย์ (ออแกนิค) และกรดแอสคอร์บิกสังเคราห์โดยทั่วไป คือความยากง่ายในการย่อยและการดูดซึม ซึ่งต่างกันไปตามความสามารถของแต่ละคนวิตามินซี ยี่ห้อไหนดี.

วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี
วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี อาหารเสริมวิตามินซีที่ดีที่สุดคือวิตามินซีที่ประกอบไปด้วย ไบโอฟลาโวนอยด์ เฮาเพอริดิน และรูติน (บางครั้งอาจเห็นชื่อในฉลากว่า เกลือซิตรัส)
วิตามินซีในรูปแบบเม็ดหรือแคปซูลส่วนมากจะมีขนาดตั้งแต่ 100 – 1,000 mg. ส่วนในรูปแบบผงละลายน้ำจะมีขนาดประมาณ 5,000 mg. ต่อช้อนชา
ขนาดที่แนะนำให้รับประทานต่อวันสำหรับวิตามินซีเสริมอาหารคือ 500 – 4,000 mg.วิตามินซียี่ห้อไหนดี
อะซีโรลาซี (Acerola C) คือ วิตามินซีที่สกัดมาจากผลอะซีโรลาเบอร์รี่
วิตามินซีจากโรสฮิปหรือผลกุหลาบ จะมีไบโอฟลาโวนอยด์และเอนไซม์อื่น ๆ ที่ช่วยให้วิตามินซีแตกตัวได้ดี ถือเป็นแหล่งของวิตามินซีตามธรรมชาติที่ดีที่สุด
ประโยชน์ของวิตามินซี
ประโยชน์ของวิตามินซีช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่และลดการเกิดริ้วรอยแห่งวัย
การรับประทานเป็นประจำจะช่วยให้ผิวใส เนียน นุ่มลื่นอย่างเป็นธรรมชาติ
ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นวิตามินซี ยี่ห้อไหนดี
ช่วยในการรักษาและป้องกันโรคหวัด
ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน
ประโยชน์วิตามินซี ช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้หลายชนิด
ช่วยต่อต้านการสร้างสารไนโตรซามีน (สารก่อมะเร็ง)
ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
ประโยชน์ของวิตามินซี ช่วยลดความดันเลือด
ช่วยลดการเกิดเส้นเลือดเลือดอุดตัน ในหลอดเลือดดำ
ช่วยต่อชีวิตให้เซลล์โดยช่วยให้โปรตีนในเซลล์เกาะเกี่ยวกันได้ดีขึ้น
ช่วยเพิ่มการดูดซึมของธาตุเหล็กวิตามินซี ยี่ห้อไหนดี
เป็นยาระบายตามธรรมชาติ
เพิ่มประสิทธิภาพของยาที่ใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
ช่วยลดอาการที่เป็นผลมาจากสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้
ช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียหลายชนิด
ช่วยเร่งให้แผลหลังผ่าตัดหายเร็วยิ่งขึ้น
ช่วยในการรักษาแผลสด แผลไหม้ให้หายเร็วยิ่งขึ้นวิตามินซี ยี่ห้อไหนดี.

ออกกำลังกายลดน้ำหนัก การออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญในการส่งเสริมสุขภาวะที่ดี ซึ่งการออกกำลังกายที่ดีนั้นต้องขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของแต่ละบุคคล

ออกกำลังกายลดน้ำหนัก การออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญในการส่งเสริมสุขภาวะที่ดี ซึ่งการออกกำลังกายที่ดีนั้นต้องขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของแต่ละบุคคลด้วย โดยที่สามารถแบ่งประเภทของการออกกำลังกายได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
1. แอนาแอโรบิค คือการออกกำลังกายแบบไม่ใช้ออกซิเจนช่วยในการเผาผลาญพลังงาน เป็นการระเบิดพลังงานในเวลาสั้นๆ เช่น การเล่นเวทหรือ ยกน้ำหนัก กล้ามเนื้อที่ได้จากการออกกำลังกายประเภทนี้จะเป็นมัดกล้ามเนื้อขาว ซึ่งจะระเบิดพลังงานสูงสุดในระยะเวลาสั้นๆ พลังงานที่เผาผลาญไม่ใช่ไขมัน แต่จะเป็นพลังงานสะสมที่ร่างกายเก็บไว้ที่กล้ามเนื้อและตับ ซึ่งในระยะยาวกล้ามเนื้อที่ใหญ่ขึ้นจากการออกกำลังกายแบบ (Weight Training) จะช่วยเผาผลาญพลังงานได้เป็นอย่างดี แม้ขณะนั่งอยู่เฉยๆหรือนอนหลับ
2. แอโรบิค คือการออกกำลังกายแบบใช้ออกซิเจนช่วยในการเผาผลาญไขมันไปใช้เป็นพลังงาน เป็นการออกกำลังกายแบบค่อยเป็นค่อยไป มีความต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 30 นาที เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เต้นแอโรบิค กล้ามเนื้อที่ได้จากการออกกำลังกายประเภทนี้ คือมัดกล้ามเนื้อแดง ซึ่งจะเน้นความทนทาน
ดังนั้นถ้าบุคคลนั้นๆจะต้องการออกกำลังกายเพื่อลดความอ้วนและไขมัน จะต้องออกกำลังกายแบบแอโรบิค โดยที่สามารถเลือกชนิดกีฬาหรือการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลด้วย โดยเน้นการออกกำลังกายที่มีความต่อเนื่องกันอย่างน้อย 30 นาที และออกกำลังกายอย่างน้อย 3 – 4 ครั้งต่อสัปดาห์ ครับออกกำลังกายลดน้ำหนัก.

ออกกำลังกายลดน้ำหนัก
ออกกำลังกายลดน้ำหนัก ความอ้วนหรือน้ำหนักเกินเป็นภาวะที่ไม่พึงปรารถนาของบุคคลทุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ เพราะภาพพจน์ที่ปรากฏออกมานั้นนอกจากจะสร้างความอึดอัด อุ้ยอ้าย เทอะทะไม่คล่องตัวแล้ว ยังทำให้อวัยวะภายในร่างกายต้องทำงานหนัก เสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคหัวใจ เบาหวาน แรงดันเลือดสูง เส้นเลือดขอด ไขมันอุดตันหลอดเลือด ส่วนภาพพจน์ในสายตาผู้อื่นจะสะท้อนให้เห็นว่า บุคคลนั้นขาดความเอาใจใส่ดูแลสุขภาพและบุคลิกภาพ ขาดความมั่นใจ จึงไม่สามารถควบคุมน้ำหนักและทรวดทรงให้น่าดูได้ออกกำลังกายลดน้ำหนัก

คนอ้วนเกือบจะเรียกได้ว่าทุกคนถ้าถามว่าอยากลดความอ้วนหรือไม่ มักจะตอบได้ทันทีว่าต้องการลด และหลายคนก็ได้พยายามลดน้ำหนักมาแล้ว แต่ลดได้ชั่วระยะหนึ่ง พอเผลอตามใจปากขาดการควบคุมอารมณ์ก็มักจะเรียกน้ำหนักกลับคืนมาในเวลาไม่นานนัก คนอ้วนจึงพยายามแสวงหาวิธีลดน้ำหนักด้วยวิธีการต่างต่าง นานา

การลดความอ้วนนั้นเป็นเรื่องไม่ยาก ท่านสามารถลดน้ำหนักภายในเวลา 1-3 เดือนอย่างรวดเร็ว แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรจึงจะควบคุมน้ำหนักให้พอเหมาะตลอดไป หรือที่เรียกว่าเป็นการลดน้ำหนักอย่างถาวรตลอดชีวิต คำตอบก็ไม่ยากเช่นกัน แต่จุดที่ยากที่สุดคือ เวลาปฏิบัติจะทำได้หรือไม่ จะทำได้จริง ทำต่อเนื่อง ทำจนเป็นนิสัย ทำอย่างมีเหตุผล และทำอย่างมีหลักการได้อย่างไร

หลักในการลดความอ้วนนั้นก็มีอยู่ง่าย ๆ ดังนี้ออกกำลังกายลดน้ำหนัก

1. การลดน้ำหนักควรใช้วิธีควบคุมน้ำหนักอย่างมีเหตุผล รู้จักวิเคราะห์ วินิจฉัย ประเมินสาเหตุและผลลัพธ์ เข้าใจว่าความอ้วนเกิดขึ้นได้อย่างไร จะควบคุมด้วยวิธีไหน และจะเลือกวิธีใดที่เหมาะกับตัวเอง

2. ในการลดน้ำหนักควรเข้าใจว่าเรื่องของน้ำหนักเป็นผลมาจากปัจจัยหลายด้าน การลดจึงควรใช้รูปแบบผสมผสานตั้งแต่การควบคุมทางโภชนาการ การออกกำลังกาย การสร้างกำลังใจ และการระบายความเครียดที่ถูกต้อง

3. การลดควรตั้งเป้าหมายอย่างค่อยเป็นค่อยไป ลดในอัตราสัปดาห์ละครึ่งกิโลกรัม หรือเดือนละสองกิโลกรัม การลดแบบค่อย ๆ ทำไปนี้จะช่วยให้ร่างกายค่อย ๆ ปรับตัวตามไป ไม่ทุรนทุรายจนหมดความอดทนจนต้องหวนกลับไปอ้วนอีก

4. ถ้าไม่สามารถลดน้ำหนักด้วยตนเอง หรือลองมาหลายวิธีแล้วไม่ได้ผลดี ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะวิธีลดน้ำหนักอย่างถาวรนั้นคือ การเปลี่ยนรูปแบบของวิถีชีวิตที่เป็นอยู่ในชีวิตประจำวันด้วยการกินที่พอเหมาะ การออกกำลังกายอย่างเพียงพอ และความตั้งใจกำลังใจที่กลายเป็นวินัยควบคุมตนเองจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา

5. การบันทึกแสดงสัดส่วนของร่างกายเป็นระยะ เช่น บันทึกน้ำหนัก ส่วนรอบของอก-เอว ตะโพก ไว้เป็นรายเดือนหรือทุกสามเดือน ถ้าสามารถแสดงเป็นกราฟหรือถ่ายภาพเปรียบเทียบไว้ ก็จะช่วยให้ท่านมองเห็นผลสำเร็จหรือล้มเหลวของการควบคุมน้ำหนัก

6. การดูแลสุขภาพและสุขภาพจิตขั้นพื้นฐานเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักลดน้ำหนัก เพราะร่างกายและจิตใจสัมพันธ์กัน ถ้าสุขภาพโดยทั่วไปของท่านสุขกายสบายใจจะช่วยให้ภาวะการควบคุมน้ำหนักเป็นไปด้วยดี อารมณ์มั่นคง การควบคุมวินัยของตนเองจะทำได้ดีกว่าในช่วงที่ร่างกายอ่อนแอหรืออารมณ์หงุดหงิด

คนอ้วนจะออกกำลังกายอย่างไรออกกำลังกายลดน้ำหนัก

ในส่วนของการออกกำลังกายนั้นจะช่วยให้การควบคุมน้ำหนักได้ผลเร็วขึ้น ถ้าใช้ควบคู่กับการจำกัดอาหาร แต่ถ้าใช้วิธีออกกำลังกายอย่างเดียวจะต้องฝึกอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างหนัก (ประมาณร้อยละ 70 ของความสามารถในการฝึกของท่าน) หรือที่เรียกว่าวิธีการออกกำลังกายอย่างแอโรบิค (ฝึกนานอย่างน้อย 30-45 นาทีติดต่อกัน หัวใจเต้นประมาณ 120-130 ครั้งต่อนาที) ซึ่งต้องทำเป็นประจำทุกวัน, วันเว้นวัน หรืออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน ทำให้บางคนหมดความอดทนที่จะออกกำลังกาย หรือมีข้อแก้ตัวนานาประการ เช่น ไม่มีเวลา, ไม่มีสถานที่, ไม่มีอุปกรณ์ เป็นต้น

หลักการออกกำลังกายของคนอ้วนมีดังนี้ออกกำลังกายลดน้ำหนัก.

วิตามินผิวขาว เป็นใครก็อยากผิวขาวใสกันทั้งนั้น โดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่ให้สำคัญกับการดูแลผิวพรรณเป็นพิเศษ

วิตามินผิวขาว เป็นใครก็อยากผิวขาวใสกันทั้งนั้น โดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่ให้สำคัญกับการดูแลผิวพรรณเป็นพิเศษ ทั้งรับประทานอาหารเสริมเพิ่มความขาว ชโลมครีมบำรุงผิวแสนแพง หรือบางคนถึงกับไปฉีดสีผิวก็มี นั่นแสดงให้เห็นว่าสาวๆในบ้านเราส่วนมากอยากผิวขาวใสอ่อนกว่าวัยกันมากแค่ไหน
อย่างไรก็ตาม ถ้าอยากผิวขาวใสออกมาจากข้างใน สิ่งที่จะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายได้ก็คือสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อผิวอย่าง “วิตามินซี” ซึ่งต่างก็ทราบกันดีว่าวิตามินชนิดนี้มีอยู่ในผักผลไม้ เช่น ฝรั่ง ส้ม มะละกอ สตรอเบอร์รี่ เป็นต้น ทว่าส่วนใหญ่มักไม่ชอบรับประทานผักผลไม้กัน ฉะนั้น อาหารเสริมวิตามินซี 1000 mg จึงเกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์คนที่อยากผิวขาวใส ขาวไวนั่นเอง
การทำงานของ วิตามินซี 1000 mgวิตามินผิวขาว.

วิตามินผิวขาว
วิตามินผิวขาว เมื่อได้รับวิตามินซีเข้าสู่ร่างกาย จะทำให้มีสารอาหารที่เข้าไปกระตุ้นระบบการไหลเวียนโลหิตของผิว เมื่อเซลล์ผิวได้รับอาหารและมีระบบการไหลเวียนที่ดีขึ้นก็จะทำงานได้ดีขึ้น ผิวจึงแลดูมีสุขภาพดี เรียบเนียน สดใส ออร่าจับมากขึ้น รวมทั้งวิตามินซีเป็นสารอาหารที่ช่วยเพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจนในชั้นผิว ทำให้ผิวแน่น มีความยืดหยุ่นที่ดีขึ้น จึงทำให้ผิวเต่งตึง ไม่เหี่ยวย่นก่อนวัยอันควรวิตามินผิวขาว
การรับประทานวิตามินซี นอกจากจะช่วยให้ผิวขาวสว่างกระจ่างใสขึ้นแล้ว ยังช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้น เพราะวิตามินซีช่วยให้ผิวมีกระบวนการซ่อมแซมและรักษาตัวเองได้ดี โดยไปเสริมสร้างผนังเซลล์ ทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง และต่อต้านการอักเสบ นั่นหมายความว่าวิตามินชนิดนี้ช่วยทำให้จุดดำจุดแดง หรือรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิวหายได้เร็ว ใบหน้าที่หมองคล้ำ จึงกลับมาสดใสมากขึ้น
สำหรับคำถามที่ว่า ถ้าอยากผิวขาวใส ขาวไว ทำไมถึงต้องรับประทานวิตามินซี 1000 mg คำตอบคือ การใช้วิตามินซีเพื่อช่วยให้ผิวขาวสดใสขึ้นนั้นควรรับประทานในปริมาณวันละ 1,000 มิลลิกรัมขึ้นไป เพราะเป็นปริมาณที่เหมาะสม และไม่ส่งผลอันตราย จึงไม่ต้องกังวลเรื่องผลข้างเคียง เนื่องจากวิตามินชนิดนี้มีคุณสมบัติละลายในน้ำ ร่างกายจึงขับมันออกจากร่างกายทางปัสสาวะ และยังไม่เคยมีรายงานเกี่ยวกับพิษภัยร้ายแรงที่เกิดจากการได้รับวิตามินซีมากเกินไป

ประโยชน์ที่มากกว่าผิวขาวใสวิตามินผิวขาว
ประโยชน์จากวิตามินซีนั้นมีมากมายสารพัด ไม่ว่าจะช่วยปกป้องเซลล์ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เพิ่มความแข็งแรงของเนื้อเยื่อในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับเส้นเอ็นและคอลลาเจน ทั้งยังมีฤทธิ์ในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยม นอกจากนี้ วิตามินซียังมีประโยชน์ด้านอื่นๆอีก
1.แก้โรคหวัด หากเริ่มรับประทาน วิตามินซี ตั้งแต่เริ่มแรกที่เห็นอาการของโรคหวัด จะช่วยให้อาการป่วยลดความรุนแรงและหายได้เร็วขึ้น มีการศึกษาเมื่อปี 1995 พบว่าหากรับประทาน วิตามินซี 1,000-6,000 มิลลิกรัมต่อวัน ตั้งแต่เริ่มมีอาการของโรคหวัด จะช่วยให้หายได้เร็วขึ้นร้อยละ 21 ทั้งนี้ ยังไม่มีรายงานว่าวิตามินซีสามารถช่วยป้องกันโรคหวัดได้
2.เพิ่มความต้านทานต่อโรคหัวใจ โดยการไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมระดับคลอเรสเตอรอลในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรับประทานร่วมกับวิตามินอี มันจะไปลดการเกาะตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด ซึ่งเป็นที่มาของโรคหัวใจนั่นเอง
3.ป้องกันและต่อสู้กับมะเร็ง มีการศึกษาอย่างมากในเรื่องนี้แต่ก็ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน โดยยังมีการถกเถียงกันอย่างมากเกี่ยววิตามินซีกับการป้องกันและต่อสู้กับโรคมะเร็ง แต่เนื่องจากวิตามินเป็นสารต่ออนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยม จึงสามารถยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งได้วิตามินผิวขาว
4.ป้องกันโรคต้อกระจก เนื่องจากวิตามินซีสามารถช่วยปกป้องเลนส์ตาจากอันตรายต่างๆ เช่น ควันบุหรี่ แสงอุลตร้าไวโอเลตที่เป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดโรคต้อกระจก ทั้งยังมีการศึกษาหนึ่งพบว่าผู้หญิงที่รับประทานวิตามินซีมาอย่างน้อย 10 ปี มีความเสี่ยงที่จะมีอาการเลนส์ตาขุ่นมัวซึ่งเป็นอาการเริ่มแรกของโรคต้อกระจก ลดลงถึงร้อยละ 77
5.บรรเทาอาการแพ้ หอบหืด ไซนัส โดยธรรมชาติแล้ววิตามินซีมีคุณสมบัติเป็นสารต่อต้านภูมิแพ้ต่างๆ เช่น ฝุ่นละออง เกษรดอกไม้ ซึ่งอาการแพ้เหล่านี้ก็เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของโรคไซนัส ที่สำคัญคือมีการศึกษาค้นคว้าพบว่า วิตามินซีช่วยป้องกันและทำให้อาการหอบหืดดีขึ้น
6.ช่วยป้องกันอาการไมเกรน เมื่อรับประทานร่วมกับ pantothenic acid โดยวิตามินซีจะเข้าไปช่วยในการต่อสู้กับความเครียดได้ดีขึ้น
7.ช่วยเรื่องความจำ โดยวิตามินซีจะช่วยรักษาสภาพของเซลประสาทและจะได้ผลดียิ่งขึ้นหากรับประทานร่วมกับอาหารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ เช่น วิตามินอี แคโรทีน กิงโกะไบโลบ้า และโคเอนไซม์ Q10วิตามินผิวขาว.

รอยแตกลาย หลีกเลี่ยงรอยแตกลายจริงๆ แล้วรอยแตกลายก็คือแผลเป็นนั่นเอง การกำจัดรอยแตกลายให้หายไป

รอยแตกลาย หลีกเลี่ยงรอยแตกลายจริงๆ แล้วรอยแตกลายก็คือแผลเป็นนั่นเอง การกำจัดรอยแตกลายให้หายไปเลยจึงทำได้ยาก การป้องกันจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยสามารถป้องกันได้ด้วยวิธีต่อไปนี้- การดื่มน้ำเยอะๆ ถือเป็นหนึ่งในการป้องกันที่ดีที่สุด เพราะจะช่วยไม่ให้ผิวหนังเสียความยืดหยุ่น
– กินอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เช่น วิตามินเค อี ซี สังกะสี และซิลิกาเพื่อให้ร่างกายผลิตโปรตีนที่จำเป็นต่อการยืดหยุ่นของผิวหนัง
– ออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อให้ผิวหนังยืดหยุ่น เพราะการออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นและกระชับชั้นหนังแท้ ซึ่งเป็นผิวหนังชั้นที่ 2 ที่ประกอบไปด้วยคอลลาเจนและอิลาสติน
– หลีกเลี่ยงการลดน้ำหนักหรือเพิ่มน้ำหนักอย่างรวดเร็วรอยแตกลาย.

รอยแตกลาย
รอยแตกลาย – ทามอยส์เจอร์ไรเซอร์บนผิวที่เสี่ยงต่อการแตกลาย การทำให้ผิวชุ่มน้ำจะทำให้ผิวยืดหยุ่นได้มากขึ้น
– ขัดผิวด้วยสบู่หรือสครับ โดยขัดเบาๆ เพื่อช่วยกระบวนการยืดหยุ่นและหดตัวของผิวหนัง หลีกเลี่ยงการใช้เกลือขัดตัวเพราะจะทำให้ผิวแห้งและทำให้ปัญหาแย่ลง

บอกลารอยแตกลาย วิธีที่ดีที่สุดในการรับมือกับผิวแตกลายคือการป้องกัน เพราะถ้าผิวแตกลายแล้วจะรักษาให้หายได้ยาก แต่ทุกวันนี้ก็มีครีมและอุปกรณ์ที่ใช้ในการแก้ไขรอยแตกลายให้เลือกใช้มากมายในท้องตลาด ลองมาดูกันดีกว่าว่าอะไรได้ผล หรือไม่ได้ผลเพราะอะไรรอยแตกลาย

– กรดไกลโคลิก เป็นที่รู้จักว่ามีคุณสมบัติคืนความอ่อนเยาว์ สามารถช่วยให้รอยแตกลายจางลงได้ แต่อาจทำให้ผิวหนังลอกได้ เนื่องจากกรดไกลโคลิกเผยผิวที่สุขภาพดีกว่าโดยการลอกผิวหนังชั้นบนสุดออก
– วิตามินซี ช่วยเพิ่มการสร้างคอลลาเจน (ที่เป็นส่วนประกอบหลักของผิวหนัง) และทำงานร่วมกับกรดไกรโคลิกได้ดี รอยแตกลาย
– เปปไทด์ ยังไม่มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเปปไทด์ช่วยฟื้นฟูผิวได้จริง
– เรตินอยด์ อยู่ในกลุ่มของผลิตภัณฑ์วิตามินเอ มีประสิทธิภาพในการเพิ่มการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินในช่วงต้น ทำให้รอยแตกลายดีขึ้น อย่างไรก็ตาม เรตินอยด์จะไม่มีประสิทธิภาพถ้ารอยแตกลายเป็นสีขาว ที่สำคัญคือต้องหลีกเลี่ยงการใช้เรตินอยด์ในขณะตั้งครรภ์ เพราะอาจทำให้ทารกเกิดความพิการได้
– กรดไกลโคลิกและเรตินอยด์ มีประสิทธิภาพรักษารอยแตกลายได้ดีกว่าเมื่อใช้ร่วมกัน เพราะจะเพิ่มความยืดหยุ่นของรอยแตกลายได้
– น้ำมันวีทเจิร์ม อุดมไปด้วยวิตามินอี มีการศึกษาพบว่าน้ำมันวีทเจิร์มทำให้รอยแตกลายดีขึ้นได้ถ้าใช้ตอนเริ่มเป็นรอยแตกลาย.

กระชับรูขุมขน การสครับผิวสามารถช่วยทำความสะอาดรูขุมขนได้เป็นอย่างดี ในหนึ่งสัปดาห์นั้นคุณควรสครับผิว

กระชับรูขุมขน การสครับผิวสามารถช่วยทำความสะอาดรูขุมขนได้เป็นอย่างดี ในหนึ่งสัปดาห์นั้นคุณควรสครับผิวให้ได้อย่างน้อย 1-2 ครั้ง ซึ่งการสครับผิวจะช่วยกำจัดสิ่งสกปรกที่อุดตันบนใบหน้าและช่วยกำจัดเซลล์ผิวที่ตายไปแล้วซึ่งมีโอกาสที่จะเข้าไปอุดตันรูขุมขนให้หลุดลอกออกไปได้
สครับน้ำตาลทรายผสมน้ำผึ้ง เริ่มจากให้นำน้ำตาลทรายมาผสมกับน้ำผึ้งและน้ำมันมะพอก แล้วนำมาทาให้ทั่วหน้าพร้อมกับขัดวนเป็นวงกลมเบา ๆ ทิ้งไว้ประมาณ 3-4 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น ซึ่งน้ำผึ้งนั้นจะนอกจากจะช่วยลดความมันบนใบหน้าได้แล้วยังช่วยทำให้รูขุมขนเล็กลงได้อีกด้วยกระชับรูขุมขน.

กระชับรูขุมขน
กระชับรูขุมขน สูตรกระชับรูขุมขน
สครับเกลือทะเลผสมโยเกิร์ต ให้เลือกใช้เกลือที่มีขนาดเล็กนำมาผสมกับโยเกิร์ตจนเกลือกลายเป็นเม็ดละเอียด จากนั้นให้นำมาทาให้ทั่วใบหน้าพร้อมกับใช้ปลายนิ้ววนเป็นวงกลมเบา ๆ ประมาณ 3 นาที วนเสร็จแล้วก็ทิ้งไว้ประมาณ 3-4 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น (สำหรับคนผิวแห้งไม่แนะนำให้ใช้สูตรนี้ แต่แนะนำให้ใช้เฉพาะโยเกิร์ต)
พอกหน้ากระชับรูขุมขน หรือ มาร์คกระชับรูขุมขน อีกวิธีที่ช่วยลดปัญหารูขุมขนใหญ่และช่วยให้ผิวกระชับได้ ซึ่งสูตรพอกหน้ากระชับรูขุมขนก็มีอยู่ด้วยกันหลายสูตรกัน ซึ่งบางสูตรอาจจะเหมาะกับคนผิวมัน-ผิวผสม แต่บางสูตรอาจเหมาะกับคนผิวแห้ง-ผิวธรรมดา ได้แก่กระชับรูขุมขน
โยเกิร์ต สูตรกระชับรูขุมขนด้วยโยเกิร์ตนั้นก็ไม่ยากเลย เพียงแค่คุณนำโยเกิร์ตรสธรรมชาติมาทาบาง ๆ ให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำสะอาด โดยให้ทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ซึ่งโยเกิร์ตจะมีกรดแลคติกและโปรไบโอติกที่มีคุณสมบัติในการต่อต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิวบนใบหน้า และยังช่วยลดการขยายขนาดของรูขุมขนได้ด้วย
พอกหน้ากระชับรูขุมขน
น้ำผึ้ง วิธีนี้ให้นำน้ำผึ้งแบบเพียว ๆ มานวดบริเวณใบหน้า หรือจะใช้ผสมกับโยเกิร์ตก็ได้ หากทำเป็นประจำก็จะช่วยบำรุงผิวและลดรูขุมขนได้อย่างชัดเจน
เบคกิ้งโซดา หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าเบคกิ้งโซดานอกจากจะนำใช้กระชับรูขุมขนบนใบหน้าได้แล้วยังช่วยต่อต้านการเกิดสิวได้อีกด้วย โดยวิธีใช้ก็ไม่ยาก เพียงแค่ใช้เบคกิ้งโซดาประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ นำมาผสมกับน้ำอุ่นประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ แล้วคนส่วนผสมให้เข้ากัน จากนั้นนำมาทาลงบนผิวหน้าที่มีปัญหารูขุมขนกว้าง พร้อมกับทำการนวดเบา ๆ วนเป็นวงกลมประมาณ 30 วินาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น โดยให้ทำเป็นประจำทุกคืน แล้วจึงค่อย ๆ ลดลงเหลือเพียง 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ (สำหรับคนผิวบอบบาง ควรใช้อย่างระมัดระวัง เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อผิวได้)
มะเขือเทศ ผลไม้ที่เต็มไปด้วยวิตามินเอและซี ซึ่งนอกจากจะช่วยเรื่องสิวและทำให้ผิวกระจ่างใสได้แล้ว มะเขือเทศยังมีกรดธรรมชาติที่ช่วยทำความสะอาดรูขุมขนได้อีกด้วย วิธีนี้ให้คุณนำเนื้อมะเขือเทศมาปั่นให้ละเอียดหรือคั้นเอาแต่น้ำ จากนั้นนำมาพอกให้ทั่วใบหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที (หรือจะนำมะเขือเทศมาผ่าออกเป็น 2 ซีก แล้วนำส่วนด้านในมาถูกับผิวหน้าก็ได้) แล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำเย็นเพื่อทำให้รูขุมขนหดตัวลงและบำรุงผิวให้ชุ่มชื่น
มาร์คกระชับรูขุมขน
มะเขือเทศผสมแอพริคอต ให้นำทั้งสองอย่างมาบดให้เข้ากัน จากนั้นนำมาทาให้ทั่วผิวหน้าทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
มะนาว ผลไม้บำรุงผิวและช่วยลดปัญหารูขุมขนกว้างอย่างได้ผล เพียงแค่ใช้น้ำมะนาวประมาณ 1 ช้อนโต๊ะผสมลงไปกับดินสอพองหรือน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ แล้วนำมาพอกทาให้ทั่วบริเวณใบหน้าทิ้งไว้สักครู่แล้วล้างออก หากทำเป็นประจำรับรองได้เลยว่ารูขุมขนใหญ่ ๆ จะค่อย ๆ จางหายไปอย่างแน่นอน
มะนาวผสมไข่ขาว ให้ใช้เฉพาะไข่ขาว 1 ฟอง ผสมกับน้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ แล้วนำมาใช้ทาให้ทั่วใบหน้าทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำอุ่นก่อนแล้วอีกทีด้วยน้ำเย็น (สำหรับคนผิวแห้งให้ใช้เฉพาะไข่ขาว)
มะนาวผสมน้ำน้ำสับปะรด วิธีนี้ให้คุณนำผ้าขนหนูผืนเล็ก ๆ สำหรับเช็ดหน้า นำมาแช่ในน้ำมะนาวและน้ำสับปะรด หรือจะบีบน้ำจากผลไม้ทั้งสองชนิดลงบนผ้าเช็ดหน้าให้พอชื้น ๆ เลยก็ได้ จากนั้นก็ให้นำผ้าขนหนูมาวางทาบลงไปบนใบหน้าที่มีปัญหารูขุมขน โดยทิ้งเอาไว้ประมาณ 60 วินาที แล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำอุณหภูมิปกติ ซึ่งผลไม้ทั้งสองชนิดนี้จะมีเอนไซม์ธรรมชาติที่มีคุณสมบัติช่วยกระชับผิวให้เต่งตึงและทำให้รูขุมขนหดตัวเล็กลงได้
มะละกอ เป็นวิธีลดรูขุมขนแบบง่าย ๆ ด้วยการใช้เนื้อมะละกอสุกนำมาบดให้ละเอียด จากนั้นให้นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด โดยในมะละกอจะมีกรดผลไม้หรือเอเอชเอและเอนไซม์ผลไม้จากธรรมชาติ ที่สามารถช่วยขจัดสิ่งตกค้างและเซลล์ผิวที่ตายแล้ว และทำให้รูขุมขนกระชับขึ้นได้
สูตรพอกหน้ากระชับรูขุมขนกระชับรูขุมขน
กล้วยหอมหรือกล้วยน้ำว้า เป็นวิธีกระชับรูขุมขนแบบธรรมชาติที่ทำได้ง่าย เพียงแค่นำกล้วยมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วเติมนมสดหรือน้ำผึ้งลงไปพร้อมกับขยี้หรือบดให้ละเอียดจนได้เป็นครีมเนื้อเดียวกัน จากนั้นให้นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 25-30 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำอุ่น และซับหน้าให้แห้ง ก็จะช่วยกระชับรูขุมขนได้
แตงกวาผสมน้ำผึ้ง เริ่มจากให้นำแตงกวามาหั่นเป็นชิ้น แล้วนำแตงกวาประมาณ 2-3 ชิ้น มาปั่นรวมกับน้ำผึ้งจนละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นให้นำมาพอกให้ทั่วใบหน้าทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที หรือรอจนกว่าจะแห้ง เมื่อครบเวลาแล้วให้ล้างออกด้วยน้ำเย็น แล้วคุณจะรู้สึกได้ถึงความเต่งตึงและกระชับขึ้น
แตงกวาผสมเลมอน วิธีนี้ให้ใช้แตงกวา 1 ลูก นำมาฝานและยีจนเป็นเนื้อละเอียด จากนั้นนำมาผสมกับน้ำเลมอน 2-3 หยด แล้วนำมาพอกให้ทั่วใบหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด โดยแตงกวานั้นจะช่วยลดรูขุมขน ส่วนเลมอนจะช่วยลดจุดด่างดำหรือสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอบนใบหน้า และช่วยให้ผิวที่ตายแล้วหลุดออกไป
ผักกาดขาวผสมมะนาว สูตรกระชับรูขุมขนด้วยวิธีธรรมชาติสูตรนี้ให้นำผักกาดขาวประมาณ 2-3 ใบที่ล้างสะอาดแล้วมาบดให้ละเอียด จากนั้นให้นำน้ำมะนาวที่คั้นไว้ประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะ ผสมลงไป แล้วนำมาทาให้ทั่วบริเวณใบหน้าทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำสะอาด
ขมิ้นชัน สุดยอดสมุนไพรที่มีสรรพคุณหลากหลาย โดยเฉพาะการนำมาใช้บำรุงผิวพรรณ ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ลดปัญหาผิวต่าง ๆ และช่วยลดรูขุมขนกว้างให้เรียบเนียนขึ้น เพียงแค่นำผงขมิ้นชั้นมาผสมกับน้ำเปล่าให้ได้เป็นเนื้อข้น ๆ แล้วนำมาพอกไว้บริเวณที่เป็นสิวเสี้ยน ทิ้งไว้สักครู่แล้วค่อยล้างออก โดยให้ทำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง
ใบบัวบก สมุนไพรที่มีสรรพคุณบำรุงผิวสวยได้อย่างน่าทึ่ง เพียงแค่นำใบบัวบกสด ๆ มาปั่นผสมกับน้ำเย็น แล้วนำมาพอกทิ้งไว้ให้ทั่วใบหน้า แล้วค่อยล้างออก เพียงเท่านี้ก็จะช่วยลดรูขุมขนของคุณได้แล้วกระชับรูขุมขน
รับประทานยาในกลุ่มของกรดวิตามินเอ ยาในกลุ่มกรดวิตามินเอชนิดรับประทาน ที่มีชื่อสามัญทางยาว่า ไอโซเตรติโนอิน (isotretinoin) หรือ เรติโนอิก แอซิด (retinoic acid) และมีชื่อทางการค้าว่า Acnotin? (แอคโนทิน), Roaccutane? (โรแอคคิวเทน), Isotane? (ไอโสเทน), Sotret? (โสเตรส) เป็นต้น ซึ่งเป็นยาที่ใช้รักษาสิวที่มีฤทธิ์กดการทำงานของต่อมไขมัน ทำให้ผลิตสารที่เป็นไขมันลดลง ส่งผลให้รูขุมขนมีขนาดเล็กลง แต่วิธีนี้แพทย์ผิวหนังหลายคนอาจไม่เห็นด้วย เพราะเหมือนว่าเป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตน เนื่องจากการรับประทานยากลุ่มนี้จะมีผลข้างเคียงหลายประการ และเมื่อหยุดยาต่อมไขมันและรูขุมขนใหญ่ก็จะกลับมาเหมือนเดิม
การทาครีมที่ผสมด้วยกรดผลไม้อ่อน ๆ (Chemical Peeling) เช่น AHA,PHA เป็นประจำ เพื่อช่วยในการผลัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ให้หลุดลอกออกไปได้ง่าย ทำให้รูขุมขนไม่อุดตัน ไขมันบริเวณผิวหนังกระจายตัวได้ดี ทำให้ความมันบนใบหน้าลดลง และช่วยให้ผิวขาวเนียนใสขึ้นกระชับรูขุมขน.

ลดหน้าท้อง การลดหน้าท้องให้ดูดี หุ่นสวย สำหรับใครหลายๆ คนอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไกลตัว

ลดหน้าท้อง การลดหน้าท้องให้ดูดี หุ่นสวย สำหรับใครหลายๆ คนอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไกลตัว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ใช้เพียงความตั้งใจเพียงเล็กน้อย ควบคู่ไปกับวิธีการง่ายๆดังที่กำลังจะแนะนำต่อไปนี้ คุณก็จะสามารถลดหน้าท้องส่วนเกินที่เคยทำให้กังวลใจ กลับมามีความมั่นใจในหน้าท้องที่เรียบเนียนได้เหมือนเดิมลดหน้าท้อง.

ลดหน้าท้อง

ลดหน้าท้อง วิธีการลดหน้าท้องได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง

1. ควบคุมอาหาร ควรหลีกเลี่ยงการตามใจปากด้วยอาหารที่มีน้ำตาล อาหารทอด และอาหารที่มีไขมันจำนวนมากๆ สัดส่วนของหน้าท้องก็จะขยายตามไปด้วย ดังนั้นจึงควรที่จะควบคุมปริมาณ รวมไปถึงคุณภาพของอาหารในแต่ละมื้อ เช่น หากเคยทานข้าว 2 จานต่อมื้อ ก็ให้เปลี่ยนมาเป็นทานเพียงจานครึ่ง หรือหนึ่งจาน เป็นต้นลดหน้าท้อง

แต่ขอแนะนำว่า ห้ามใช้วิธีการลดหน้าท้องโดยการอดอาหารโดยเด็ดขาด เพราะถึงแม้จะทำให้น้ำหนักตัวลดลง แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานจะทำให้การเผาผลาญพลังงานช้าลง ทำให้กล้ามเนื้อเริ่มเหลว ถึงแม้จะช่วยลดหน้าท้องได้เล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ทำให้ไขมันหายไป ให้ลองเปลี่ยนมาทานผักผลไม้ พร้อมกับดื่มน้ำในแต่ละวันให้มากๆ

2. การนอนแต่หัวค่ำและพักผ่อนให้เพียงพอ การเข้านอนก่อน 4 ทุ่ม ทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่ช่วยในการเผาผลาญพลังงานออกมา ซึ่งเป็นการช่วยในการกำจัดไขมันส่วนเกิน และควรพักผ่อนนอนหลับอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าวันละ 6 ชั่วโมงลดหน้าท้อง

3. การออกกำลังกายด้วยตัวเอง การควบคุมอาหารควรทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการออกกำลังกายเพื่อลดหน้าท้องเองก็มีอยู่หลายวิธี แต่ที่ได้รับความนิยม และสามารถทำได้ง่ายๆด้วยตัวเอง มีดังต่อไปนี้
ซิทอัพ + การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ โดยอาจเริ่มจากการซิทอัพ 20 ครั้ง แล้วค่อยๆเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอทุกวัน ผสมกับการออกกำลังแบบคาร์ดิโอ เช่น การสิ่งจ๊อกกิ้ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เป็นต้น อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 3 วัน ต่อสัปดาห์ เพื่อช่วยทำให้ร่างกายได้เผาผลาญไขมันออกไปได้ดียิ่งขึ้น
การเต้น การเต้น 1 ชั่วโมง สามารถช่วยเผาผลาญไขมันได้ถึง 400 แคลอลี่ โดยเฉพาะการเต้นแบบ Belly Dance นอกจากนี้ยังช่วยให้คุณสาวๆ มีทรวดทรงที่กระชับเข้ารูปมากยิ่งขึ้น
แขม่วหน้าท้อง เป็นการออกกำลังกายง่ายๆที่สามารถทำได้อยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังเป็นการช่วยบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องอีกด้วย โดยการหายใจเข้าแล้วแขม่วท้องเอาให้ได้มากที่สุด จากนั้นค่อยๆผ่อนลมหายใจออกจากท้องให้มากที่สุด ทำซ้ำประมาณ 10 ครั้ง
การนั่งยกขา โดยการนั่งหลังตรงพิงกับเกาอี้ ค่อยๆยกขาขึ้นให้ปลายเท้าลอยขึ้นจากพื้นเล็กน้อย ประมาณ 2-5 นิ้ว ขณะที่ทำการยกขาให้ใช้แรงจากหน้าท้องส่วนล่าง โดยยกขาค้างเอาไว้ประมาณ 5 วินาที แล้วสลับข้าง ให้ทำซ้ำประมาณ 10 ครั้ง
การเดิน ในขณะที่การออกกำลังกายโดยการเดิน หน้าท้องจะเกร็งเองโดยอัตโนมัติ ทำให้หน้าท้องกระชับ และยังช่วยลดต้นขาอีกด้วยลดหน้าท้อง.

สิวอักเสบ ถ้าพูดถึงศัตรูอันดับ 1 ที่ทำร้ายใบหน้าของเรา ทำให้เราดูขี้เหร่ไปได้ในทันที นั่นก็คือ “สิว” นั่นเอง

สิวอักเสบ ถ้าพูดถึงศัตรูอันดับ 1 ที่ทำร้ายใบหน้าของเรา ทำให้เราดูขี้เหร่ไปได้ในทันที นั่นก็คือ “สิว” นั่นเอง เพราะนอกจากจะเป็นจุดเด่นบนใบหน้าแล้ว เมื่อสิวจากไปก็อาจจะทิ้งรอยดำ รอยแดง ฝากเอาไว้ให้เราดูเป็นของต่างหน้าอีกต่างหาก และที่แย่ไปกว่านั้น …หากว่าเราเป็นคนผิวมัน ผิวเป็นสิวง่าย และเป็นสิวอักเสบ ก็จะทำให้เรามีสิวเต็มหน้าและอาจจะมีร่องรอยหรือว่า หลุมสิวทิ้งเอาไว้บนหน้า ครั้นจะมาฟื้นฟูผิวนั้นก็ยากลำบาก อย่าว่าแต่ผู้ใหญ่ที่อายุมากแล้วเลย เด็กวัยรุ่นที่ผิวยังฟื้นฟูง่าย ก็ยังต้องรักษาร่องรอยของสิวอีกนานเลยทีเดียวสิวอักเสบ.

สิวอักเสบ

สิวอักเสบ เมื่อสิวแวะเข้ามาทักทายเรา แน่ละว่า เราก็คงจะกังวลและอยากจะให้มันออกไปจากหน้าเราเสียตอนนั้น และที่สำคัญ สิวนั้นสร้างความกังวลใจให้กับเราอยางไม่น่าเชื่อทีเดียว

อย่างไรก็ดี ก่อนที่จะรักษาสิวนั้น เราควรรู้ข้อปฏิบัติเมื่อมีสิว ว่าควรหรือไม่ควรทำอะไร เพื่อที่สิวจะได้หายไป โดยที่ผิวเราบอบช้ำน้อยที่สุดสิวอักเสบ

วิธีปฏิบัติตัว เมื่อเป็นสิวมีดังนี้

ห้ามบีบหรือแกะสิวเป็นอันขาด เพราะการแกะหรือบีบสิวจะทำให้เกิดรอยแผลเป็น หรือหลุมสิวได้
ล้างหน้าให้สะอาด ในแต่ละวันเราจะต้องเจอ โดยเฉพาะวันที่มีเหงื่อมากๆสิวอักเสบ
ไม่เอามือไปจับหรือสัมผัสที่หัวสิว เพราะจะยิ่งทำให้สิวยิ่งอักเสบ
ไม่ขัดผิวหรือถูแรงๆ บริเวรณที่เป็นสิว เพราะจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองและติดเชื้อได้
ไม่ใช้เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ใส่ผมต่างๆ ที่มีส่วนประกอบของน้ำมัน เพราะจะเพิ่มความอักเสบให้เพิ่มขึ้นไปอีก
หากว่า เราสามารถปฏิบัติและดูแลได้อย่างที่กล่าวไปแล้ว ก็จะช่วยทำให้รักษาสิวได้ง่ายขึ้น และเวลาที่สิวหายก็มีโอกาสสูงที่จะไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ เอาไว้ให้เราดูต่างหน้า ไม่ว่าจะเป็น รอยแผลเป็น หรือว่าจุดด่างดำก็ตาม

ป้องกันสิวอย่างไรดีสิวอักเสบ
แน่หละว่า คงไม่มีใครปลาบปลื้มเวลาที่มีสิวอยู่บนหน้าเพราะ มันทำให้เรารู้สึกไม่มั่นใจขึ้นมาเสียเฉยๆ แต่เราก็สามารถดูแลรักษาตัวของเราเองให้ปราศจากสิว โดยสามารถทำได้ง่าย ดังต่อไปนี้
ควบคุมความมันบนใบหน้า หากว่า บนหน้าของเรามีน้ำมันส่วนเกินมาก โอกาสที่ฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกจะมาติดก็มากตาม และก็จะทำให้รูขุมขนอุดตันเกิดเป็นสิวได้
รักษาความสะอาดของผิวหน้า โดยล้างหน้าให้สะอาด เพื่อป้องกันสิ่งสกปรกมาอุดตัน
ไม่ไว้ผมละหน้าผาก หรือหน้าม้า และควรดูแลทำความสะอาดผมให้สะอาด เพราะความสกปรกจากเส้นผมก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เป็นสิว
สำหรับคนที่มีผิวมันอยู่แล้ว ไม่ควรจะใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำมันหรือมอยส์เจอไรเซอร์ เพราะว่าจะทำให้มีโอกาสเป็นสิวมากขึ้น
นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ก็จะเป็นการรักษาความสะอาดของใบหน้าทั่วไป รวมไปถึงการรับประทานอาหารไม่ให้เลอะติดปาก เพราะเศษอาหารก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรามีสิวบริเวณรอบปากนั่นเองสิวอักเสบ.

วิตามินซี วิตามินซี คืออะไร ประวัติการค้นพบ วิตามินซี เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สมัย ศตวรรษที่ 18

วิตามินซี วิตามินซี คืออะไร ประวัติการค้นพบ วิตามินซี เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สมัย ศตวรรษที่ 18 มีการสังเกตว่าพวกทหารเรือที่มีการรอนแรมออกเดินเรือไปในทะเลเป็นเวลานานๆ ซึ่งมักจะขาดแคลนพวกผักสดผลไม้สด จะป่วยเป็นโรคลักปิดลักเปิด และสุขภาพไม่ค่อยดี มีอาการอ่อนเพลีย อยู่บ่อยๆ แต่ก็มีคนสังเกตเห็นว่าจะไม่พบอาการดังกล่าวในทหารเรือที่รับประทานมะนาวเป็นประจำ และเมื่อต่อมาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ก้าวหน้ามากขึ้น ในปี 1982 ก็สามารถหาสารอาหารสำคัญที่เป็นต้นเหตุของโรคดังกล่าวได้ว่าสารที่พวกทหารเรือขาดไปคือ “กรดแอสคอร์บิค (Ascorbic acid)” ซึ่งมันมีฤทธิ์สามารถช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิดได้ ในปัจจุบัน กรดแอสคอร์บิค ก็ถูกรู้จักกันโดยทั่วไปในชื่อของ “วิตามินซี” และมีนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งซึ่งเคยได้รับรางวัลโนเบลถึง 2ครั้ง และมีอายุยืนยาวมากกว่า 90 ปีแม้จะป่วยเป็นโรค มะเร็ง มายาวนานถึง 20 ปีก็ตามคือ Dr.Linus Pauling ชาวเมืองพอรต์แลนด์ ได้เคยพูดไว้ว่า เหตุที่เขาสามารถมีสุขภาพดีและสามารถชะลอการลุกลามของโรค มะเร็ง ในตัวได้นานกว่า 20 ปี ก็เนื่องจาก วิตามิน และ เกลือแร่ ที่เขารับประทานเข้าไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิตามินซี ซึ่งหลังจากที่เขารับประทานขนาดสูงทุกวัน เขาก็ไม่เคยเป็นหวัดอีกเลย Dr.Linus Pauling เริ่มรับประทาน วิตามินซี ชนิดเม็ดตั้งแต่อายุ 40 ปี และเพิ่มขนาดสูงถึง 18,000 มิลลิกรัม เมื่อรู้ว่าตนเองเป็น มะเร็ง ตั้งแต่อายุได้ 64 ปี เขายืนยันว่ามันช่วยให้ มะเร็ง ในร่างกายสงบลงวิตามินซี.

วิตามินซี

วิตามินซี ประโยชน์ของ วิตามินซี
เราทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่า วิตามินซี มีประโยชน์มากมากหลายอย่าง ไม่ว่าจะช่วยปกป้องเซล เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน สุขภาพและความแข็งแรงของเนื้อเยื่อในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับ เส้นเอ็น และคอลลาเจน ก็มีผลมาจากปริมาณ วิตามินซี ในร่างกาย และ วิตามินซี ยังมีฤทธิ์ในการเป็นสารแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ที่ดี จึงสามารถป้องกันการทำลายเซลจากอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี และมันช่วยให้ร่างกายสามารถรีไซเคิลสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆ ดังนั้นเพื่อประโยชน์สูงสุดจึงควรที่จะรับประทาน วิตามินซี ร่วมกับสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ เช่น วิตามินอี แคโรทีน ฟลาโวนอย เป็นต้น

นอกจากนี้ วิตามินซี ยังมีประโยชน์ด้านอื่นๆ อีก คือวิตามินซี

-วิตามินซี ช่วยบรรเทาความรุนแรงและระยะเวลาของการเป็นโรคหวัด หากเริ่มรับประทาน วิตามินซี ตั้งแต่เริ่มแรกที่เห็นอาการของโรคหวัด จะช่วยให้อาการป่วยลดความรุนแรงและหายได้เร็วขึ้น มีการศึกษาเมื่อปี 1995 พบว่าหากรับประทาน วิตามินซี 1,000 ถึง 6,000 มิลลิกรัมต่อวันตั้งแต่เริ่มมีอาการของโรคหวัด จะช่วยให้หายได้เร็วขึ้น 21% แต่ก็ยังไม่มีรายงานว่า วิตามินซี สามารถช่วยป้องกันโรคหวัดได้

-วิตามินซี ช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้น เนื่องจาก วิตามินซี ช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมและรักษาตัวเองโดยการไปเสริมสร้างผนังเซล ทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง และต่อต้านอาการอักเสบ จึงทำให้แผลหายได้เร็วขึ้น ในทางกลับกันการขาด วิตามินซี ก็สงผลให้แผลให้ได้ช้าลงเช่นกัน

-หากรับประทาน วิตามินซี เป็นประจำทุกวัน มันจะช่วยให้เหงือกมีสุขภาพแข็งแรง โดย วิตามินซี จะไปช่วยรักษาเซลที่ถูกทำลายและช่วยให้แผลที่เหงือกหายเร็ว

-เพิ่มความต้านทานต่อ โรคหัวใจ โดยการไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมระดับ คลอเรสเตอรอล ในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรับประทานร่วมกับ วิตามินอี โดยมันจะไปลดการเกาะตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือดวิตามินซี

-เนื่องจาก วิตามินซี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี มันจึงอาจจะช่วยในการป้องกันและต่อสู้กับโรค มะเร็ง ได้ มีการศึกษาอย่างมากในเรื่องนี้แต่ก็ยังไม่ข้อสรุปที่ชัดเจน โดยยังมีการถกเถียงกันอย่างมากเกี่ยว วิตามินซี กับการป้องกันและต่อสู้กับโรค มะเร็ง

-ช่วยในการป้องกันโรคต้อกระจก เนื่องจาก วิตามินซี สามารถช่วยปกป้องเลนส์ตาจากอันตรายต่างๆ เช่น ควันบุหรี่ แสงอุลตร้าไวโอเลต ที่เป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดโรคต้อกระจก มีการศึกษาอันหนึ่งพบว่าผู้หญิงที่รับประทานวิตามินซีมาอย่างน้อย 10 ปี พบว่ามีความเสี่ยงที่จะมีอาการเลนส์ตาขุ่นมัวซึ่งเป็นอาการเริ่มแรกของโรคต้อกระจก ลดลงถึง 77%

-บรรเทาอาการแพ้ หอบหืด ไซนัส ทั้งนี้เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้ว วิตามินซี มีคุณสมบัติเป็นสารต่อต้านภูมิแพ้ต่างๆ เช่น ฝุ่นละออง เกษรดอกไม้ ซึ่งอาการแพ้เหล่านี้ก็เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของโรคไซนัส นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่า วิตามินซี ช่วยป้องกันและทำให้อาการหอบหืดดีขึ้นวิตามินซี

-ช่วยป้องกันอาการไมเกรน เมื่อรับประทานร่วมกับ pantothenic acid โดย วิตามินซี จะไปช่วยร่างกายในการต่อสู้กับความเครียดได้ดีขึ้น

-ช่วยเรื่องความจำ โดย วิตามินซี จะไปช่วยรักษาสภาพของเซลประสาทและจะได้ผลดียิ่งขึ้นหากรับประทานร่วมกับอาหารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ เช่น วิตามินอี แคโรทีน กิงโกะไบโลบ้า และโคเอนไซม์ Q10

ขนาดที่รับประทาน
ในสภาวะปกติปริมาณที่แนะนำให้รับประทานคือ 60 มิลลิกรัมต่อวัน (แต่ในคนที่สูบบุหรี่ 200 มิลลิกรัมต่อวัน) อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารเสริมสุขภาพได้แนะนำว่าเพื่อประสิทธิภาพที่ดีต่อสุขภาพควรจะต้องรับประทานอย่างน้อย 100-200 มิลลิกรัมต่อวัน คนที่มีความเครียดควรรับประทานวันละ 500 มิลลิกรัมต่อวัน แต่หากต้องการผลในด้านการป้งกันโรคต่างๆ เช่น มะเร็ง ความชรา ควรจะรับประทาน 250 – 1,000 มิลลิกรัมวิตามินซี.