วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี วิตามินซี ช่วยในการดูแลผิวพรรณให้ข่าวเนียน

วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี วิตามินซี ช่วยในการดูแลผิวพรรณให้ข่าวเนียน สดใส เปล่งประกายได้อย่างไร? การรับประทานวิตามินซีเป็นประจำทุกวัน นอกจากจะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย ให้ปลอดภัย ลดโอกาสเสี่ยงจากการเกิดโรคภัยต่างๆแล้ว วิตามินซี ยังเป็นหนึ่งใน วิธีผิวใส อย่างง่ายๆ ที่หลายคนอาจมองข้าม โดยเมื่อทำการทานวิตามินซีแล้ว จะช่วยในการบำรุงผิวพรรณให้มีสุขภาพที่ดีอย่างรอบด้าน ดังต่อไปนี้ วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี.

วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี

วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี 1.ช่วยในการป้องกัน และบำรุงผิวพรรณให้ขาว สดใส เรียบเนียน ชวนสัมผัส

2.ช่วยในการต่อต้าน และกำจัดอนุมูลอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจากความชราของผิว

3.ช่วยบรรเทาอาการอักเสบของผิวเมื่อถูกแสงแดดวิตามินซี ยี่ห้อไหนดี

4.ช่วยกระตุ้นการสร้าง รักษาและปรับสภาพระดับคอลลาเจนที่ผิวชั้นหนังแท้ ทำให้ผิวแน่น กระชับ ยืดหยุ่น ลดรอยเหี่ยวย่น และรอยตีนกาให้น้อยลง

5.ช่วยลดการทำงานของเอนไซต์ที่ผลิตเม็ดสีผิว ส่งผลให้ริ้วรอย จุดด่างดำ รอยสิวต่างๆ ลดลงอย่างเป็นธรรมชาติวิตามินซี ยี่ห้อไหนดี

6.ช่วยปรับสีผิวที่คล้ำจากแสงแดดให้ดูขาวกระจ่างสดใสมากขึ้น ด้วยการทำให้เม็ดสีเมลานินจางลง

7.ช่วยปกป้องดูแลผิวให้ห่างไกลอันตรายจากรังสียูวี ลดปัญหาผิวไหมเ และบรรเทาอาการอักเสบของผิวเมื่อถูกแสงแดดวิตามินซี ยี่ห้อไหนดี

8.ช่วยเร่งกระบวนการผลัดเซลล์ผิวเก่า

9.ช่วยฟื้นฟูผิวให้เนียนนุ่ม เปล่งปลั่งสดใส

10.ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ระบบไหลเวียนโลหิต เมื่อผิวได้รับสารอาหารมากขึ้น สุขภาพของผิวก็จะดีมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี.

ออกกำลังกายลดน้ำหนัก หุ่นสวยสุขภาพร่างกายแข็งแรง

ออกกำลังกายลดน้ำหนัก หุ่นสวยสุขภาพร่างกายแข็งแรง เรื่องง่ายๆที่ใครๆก็ทำได้ เพียงแค่ออกกำลังกายวันละนิด ก็สามารถทำให้คุณมีรูปร่างดี สุขภาพร่างกายแข็งแรง และยังช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บได้อีกด้วย นอกจากนี้การออกกำลังกายจะช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานมากขึ้น และช่วยทำให้ระบบการหมุนเวียนของเลือดดีขึ้น ซึ่งจะทำให้คุณรู้สึกอารมณ์ดี หน้าตาสดใส ผิวพรรณเปล่งปลั่งดูมีน้ำมีนวลมากขึ้น อีกทั้งการออกกำลังกายยังช่วยควบคุมความอยากอาหาร ซึ่งทำให้คุณหิวน้อยลงได้อีกด้วย ออกกำลังกายลดน้ำหนัก.

ออกกำลังกายลดน้ำหนัก

ออกกำลังกายลดน้ำหนัก การออกกําลังกายเพื่อลดน้ําหนักมีอะไรบ้าง?

ออกกำลังกายลดน้ำหนักนั้นมีวิธีการง่ายๆอย่างเช่น การวิ่งเหยาะๆ การเดินแบบเร็วๆ การปั่นจักรยาน การว่ายน้ำ และการออกกําลังกายแบบแอโรบิค (Aerobic exercise) เป็นการออกกำลังกายที่กล้ามเนื้อได้พลังงานจากการใช้ออกซิเจน ช่วยในการเผาผลาญอาหารได้เป็นอย่างดี ซึ่งมักจะต้องมีการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้ออย่างต่อเนื่อง ส่งผลดีต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ที่สำคัญคือสามารถควบคุมน้ำหนักได้อีกด้วย และนอกจากนี้แล้ว การออกกําลังกายเพื่อลดน้ําหนักนั้น ถ้าจะให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและมีประสิทธิภาพสูงสุด ควรทำอย่างต่อเนื่องและมีระยะเวลาที่นานพอสมควร ซึ่งระยะเวลาของการออกกำลังกายในแต่ละครั้งนั้นควรไม่ต่ำกว่า 20-30 นาที สาเหตุที่ต?องนานถึงขนาดนั้น เนื่องมาจากการเผาผลาญอาหารออกกำลังกายลดน้ำหนัก เพื่อให้ได้พลังงานในการออกกำลังกายในนาทีที่ 20 เป็นต้นไป ซึ่งจะใช้ไขมันเป็นหลัก จึงช่วยทำให้สามารถลดไขมันได้ แต่หากใครที่เพิ่งเริ่มออกกำลังกาย ช่วงแรกๆอาจจะใช้เวลาประมาณ 5-10 นาทีก็พอ และถ้ากล้ามเนื้อเริ่มปรับสภาพได้แล้ว ก็เพิ่มระยะเวลาเป็น 10-15 นาที ตามลำดับ เพื่อไม่ให้เป็นการหักโหมจนเกินไป เพราะอาจทําให?เกิดการบาดเจ็บ และล?มเลิกการออกกําลังกายไปในที่สุดนั่นเอง

การออกกําลังกายเพื่อลดน้ําหนักออกกำลังกายลดน้ำหนัก

ท้ายนี้ การออกกําลังกายเพื่อลดน้ําหนัก ซึ่งเป็นวิธีง่ายๆที่ช่วยให้คุณมีหุ่นสวยสุขภาพร่างกายแข็งแรง ได้อย่างปลอดภัยไร้กังวล แต่ทั้งนี้ก็ควรดูแลเรื่องอาหารการกินควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้การลดน้ําหนักนั้นมีประสิทธิภาพสูงสุด และได้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วยิ่งขึ้นออกกำลังกายลดน้ำหนัก.

วิตามินผิวขาว วันนี้เราจะมาพูดถึงการเพิ่มความขาวด้วยวิธีดังกล่าว

วิตามินผิวขาว วันนี้เราจะมาพูดถึงการเพิ่มความขาวด้วยวิธีดังกล่าว และไขข้อข้องใจว่าการรับประทานวิตามินบำรุงผิว กระจ่างใส ซึ่งเป็นอีกวิธีที่นิยมกันมากนั้นได้ผลจริงหรือไม่ จะช่วยให้คุณขาวอย่างเป็นธรรมชาติจากข้างในได้อย่างไร และมีวิตามินอะไรบ้างที่จะช่วยให้ผิวสวยแป๊ะ ถ้าพร้อมแล้วมาเริ่มกันเลย วิตามินผิวขาว.

วิตามินผิวขาว

วิตามินผิวขาว กระจ่างใส
1.วิตามินซี (Vitamin C) ตัวแรกเป็นวิตามินที่ขึ้นชื่อเรื่องการบำรุงผิง กระจ่างใส เพราะมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ เป็นสารอาหารที่ช่วยเพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจนในชั้นผิว ทำให้ผิวแน่น มีความยืดหยุ่นที่ดีขึ้น จึงทำให้ผิวเต่งตึง แถมยังช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้น เพราะวิตามินซีช่วยให้ผิวมีกระบวนการซ่อมแซมและรักษาตัวเองได้ดี โดยไปเสริมสร้างผนังเซลล์ ทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง และต่อต้านการอักเสบ ช่วยทำให้จุดดำจุดแดง หรือรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิวหายได้เร็ว ใบหน้าที่หมองคล้ำ จึงกลับมาสดใสมากขึ้น
2.วิตามินรวม จะประกอบด้วยวิตามินตั้งแต่เอถึงซี (A-Z) เลยทีเดียว ถ้าหากว่าคุณเป็นคนที่ทำงานหนักมากจนไม่ค่อยมีเวลารับประทานอาหาร โดยเฉพาะให้ได้ครบทั้ง 5 หมู่ หรือไม่ค่อยได้รับประทานผักผลไม้สดๆ การรับประทาน วิตามินรวมเสริม ก็จัดว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายโดยรวม และช่วยให้สุขภาพผิวดีขึ้น
3.น้ำมันปลา (Fish oil) ช่วยต่อต้านการอักเสบในร่างกาย เล่ากันไว้ว่า การแก่นั้นเกิดจากการอักเสบระดับเซลล์ซึ่งเราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ดังนั้น การรับประทานน้ำมันปลา ซึ่งมาการ อีพีเอ (EPA) และดีเอชเอ (DHA) สูง จะช่วยลดการอักเสบและอีกทั้งชะลอความชราได้ ทำให้สุขภาพผิวดี ขาวขึ้นได้อย่างใจหมาย นอกจากนี้ยังมีประโยชน์อื่นๆอีกมากมาย เช่น ช่วยลดคลอเรสเตอรอลในเลือด เป็นต้นวิตามินผิวขาว
4.แอสตาแซนธิน (Astaxanthin) เป็นสารในกลุ่มแซนโทรฟิลล์ / ตระกูลแคโรทีนอยด์ (Xanthophyll group / Carotenoid family) พบได้ทั่วไปในธรรมชาติ เป็นสารสีแดงที่พบในปลาแซลมอน ไข่ปลาคาเวียร์ เปลือกกุ้งปู และ Microalgae Haematococcus Pluvialis ร่างกายไม่สามารถสร้างสารชนิดนี้ขึ้นเองได้ เราจะได้รับสารชนิดนี้จากอาหารที่รับประทานเข้าไป ในปริมาณที่น้อยมาก เช่น ปลาแซลมอน 200 กรัม จะมีแอสตาแซนธิน เพียง 1 มิลลิกรัม อย่างไรก็ดี แอสตาแซนธินเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยม จึงเหมาะสมในการใช้บำรุงผิว กระจ่างใสเป็นอย่างยิ่งวิตามินผิวขาว
5.โคเอนไซม์คิวเทน ประกอบด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายแขนง มีส่วนช่วยในการชะลอริ้วรอยบนใยหน้าได้ด้วย โดยเฉพาะโคเอนไซม์คิวเท็น ซึ่งเป็นโคแฟกเตอร์ที่ช่วยทำให้ผิวไม่ถูกอนุมูลอิสระจากแสงยูวีทำร้าย และเบต้าแคโรทีน ซึ่งเปรียบเสมือนสารกันแดดจากภายใน ทั้งนี้ ควรเลือกรับประทานคิวเท็นในตอนเช้าหลังมื้ออาหาร
ทั้งหมดนี้คือวิตามินบำรุงผิว กระจ่างใส ที่จะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายได้ไม่ยาก ซึ่งเป็นวิตามินที่หาซื้อได้ทั่วไป แต่ต้องพิจารณาดูให้ดีว่ายี่ห้อไหนดีที่สุด เหมาะกับเรามากที่สุด ซึ่งจะเห็นว่าสารอาหารเหล่านี้จะเน้นไปที่การต่อต้านอนุมูลอิสระ เนื่องจากเป็นกระบวนการที่จะทำให้ผิวแข็งแรง สุขภาพดี ยิ่งถ้าหากมีการทาครีมบำรุง รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับรองว่าผิวขาวสวยสดใส อ่อนกว่าวัยเหมือนสาวเกาหลีจะเป็นของคุณ วิตามินผิวขาว.

รอยแตกลาย บอกลารอยแตกลายวิธีที่ดีที่สุดในการรับมือ

รอยแตกลาย บอกลารอยแตกลายวิธีที่ดีที่สุดในการรับมือ กับผิวแตกลายคือการป้องกัน เพราะถ้าผิวแตกลายแล้วจะรักษาให้หายได้ยาก แต่ทุกวันนี้ก็มีครีมและอุปกรณ์ที่ใช้ในการแก้ไขรอยแตกลายให้เลือกใช้มากมายในท้องตลาด ลองมาดูกันดีกว่าว่าอะไรได้ผล หรือไม่ได้ผลเพราะอะไร รอยแตกลาย.

รอยแตกลาย

รอยแตกลาย – กรดไกลโคลิก เป็นที่รู้จักว่ามีคุณสมบัติคืนความอ่อนเยาว์ สามารถช่วยให้รอยแตกลายจางลงได้ แต่อาจทำให้ผิวหนังลอกได้ เนื่องจากกรดไกลโคลิกเผยผิวที่สุขภาพดีกว่าโดยการลอกผิวหนังชั้นบนสุดออกรอยแตกลาย
– วิตามินซี ช่วยเพิ่มการสร้างคอลลาเจน (ที่เป็นส่วนประกอบหลักของผิวหนัง) และทำงานร่วมกับกรดไกรโคลิกได้ดีรอยแตกลาย
– เปปไทด์ ยังไม่มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเปปไทด์ช่วยฟื้นฟูผิวได้จริง
– เรตินอยด์ อยู่ในกลุ่มของผลิตภัณฑ์วิตามินเอ มีประสิทธิภาพในการเพิ่มการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินในช่วงต้น ทำให้รอยแตกลายดีขึ้น อย่างไรก็ตาม เรตินอยด์จะไม่มีประสิทธิภาพถ้ารอยแตกลายเป็นสีขาวที่สำคัญคือต้องหลีกเลี่ยงการใช้เรตินอยด์ในขณะตั้งครรภ์ เพราะอาจทำให้ทารกเกิดความพิการได้
– กรดไกลโคลิกและเรตินอยด์ มีประสิทธิภาพรักษารอยแตกลายได้ดีกว่าเมื่อใช้ร่วมกัน เพราะจะเพิ่มความยืดหยุ่นของรอยแตกลายได้รอยแตกลาย
– น้ำมันวีทเจิร์ม อุดมไปด้วยวิตามินอี มีการศึกษาพบว่าน้ำมันวีทเจิร์มทำให้รอยแตกลายดีขึ้นได้ถ้าใช้ตอนเริ่มเป็น รอยแตกลาย.

กระชับรูขุมขน 5 วิธีสุดเด็ดที่จะช่วยให้คุณบอกลารูขุมขนกว้าง

กระชับรูขุมขน 5 วิธีสุดเด็ดที่จะช่วยให้คุณบอกลารูขุมขนกว้าง บนใบหน้าไปได้เสียที หมั่นทำเป็นประจำรับรองช่วยได้และเห็นผลจริงๆค่ะ กระชับรูขุมขน.

กระชับรูขุมขน

กระชับรูขุมขน 1.ล้างหน้าด้วยน้ำอุณหภูมิห้องทุกวันกระชับรูขุมขน
แต่ไม่ควรล้างหน้าบ่อยจนเกินไป กางล้างหน้าที่เหมาะสมควรทำเพียง 2 ครั้งเท่านั้น ตอนเช้าตื่นนอน และตอนกลางคืนในช่วงเวลาชำระล้างร่างกาย การล้างหน้านั้นจะช่วยล้างคราบสิ่งสกปรกที่อุดตันอยู่ในรูขุมขนออกไป ซึ่งเป็นการช่วยกระชับรูขุมขนของคุณให้เล็กลงได้

2.ประคบก้อนน้ำแข็งบนใบหน้ากระชับรูขุมขน
โดยการนำก้อนน้ำแข็งถูเบาๆ ไปตามบริเวณที่รูขุมขนกว้าง ประมาณ 15-30 วินาที จะช่วยทำให้รูขุมขนกระชับแล้วเล็กลง อีกทั้งยังเรียกความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้าได้อีกด้วย ทำประจำทุกเช้าได้ยิ่งดีค่ะ

3.เบคกิ้งโซดา
เมคอัพอาร์สติส มืออาชีพเคยบอกไว้ว่า เบคกิ้งโซดาช่วยในการกระชับรูขุมขนบนใบหน้าได้ พร้อมยังต่อต้านการเกิดสิวสำหรับสูตรการใช้เบคกิ้งโซดานั้นไม่ยาก คือ ผสมเบคกิ้งโซดาประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ กับน้ำอุ่นประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ จากนั้นนำส่วนผสมที่ได้ทาลงบนผิวที่มีปัญหารูขุมขนกว้าง แล้วนวดให้เป็นวลกลมอย่างเบาๆ ประมาณ 30 วินาที แล้วล่างออกด้วยน้ำเย็น ทำเป็นประจำทุกคืน ประมาณ 5-7 วัน ต่อสัปดาห์หลังจากนั้น จึงค่อยๆ ลดปริมาณลงให้เหลือเพียง 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์…แต่แอบเตือนนะคะ สำหรับคนที่มีผิวที่บอบบาง ควรใช้เบคกิ้งโซดาอย่างระมัดระวัง เพราะอาจทำให้เกิดความระคายเคืองต่อผิวได้

4.ผ้าขนหนูแช่น้ำผลไม้รสเปรี้ยว
นำผ้าขนหนูผืนเล็กๆ ที่ใช้เช็ดหน้า แช่ในน้ำมะนาว และน้ำสับปะรด หรือนำน้ำผลไม้ทั้งสองชนิดบีบลงผ้าที่เตรียมไว้ ให้พอชื้นๆ ได้เช่นกัน จากนั้นให้นำผ้าขนหนู วางทาบลงไปบนใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 1 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุณหภูมิห้อง ซึ่งมีน้ำมะนาวและน้ำสับปะรด เขามีเอนไซม์ธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการช่วยกระชับให้ผิวเต่งตึง และช่วยทำให้รูขุมขนหดตัวเล็กลง

5.มาส์กหน้าด้วยโยเกิร์ตกระชับรูขุมขน
โยเกิร์ตรสธรรมชาติจะมีกรดแลคติกและโปไบโอติก ซึ่งมีคุณสมับติในการต่อต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิวขึ้นบนใบหน้า และยังช่วยลดการขยายขนาดของรูขุมขน ซึ่งวิธีการกระชับรูขุมขนด้วยโยเกิร์ตนั้นก็แสนจะง่ายดาย เพียงแค่นำโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ไม่ต้องผสมกับอะไรทั้งนั้น ทาบางๆ ให้ทั่วใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 5-10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด เพียงสัปดาห์ละครั้งเท่านั้นก็สามารถสวยได้แล้ว กระชับรูขุมขน.

ลดหน้าท้อง ไม่เพียงแค่มังสวิรัติ เน้นผัก-ผลไม้จะช่วยคุณลดอ้วน

ลดหน้าท้อง ไม่เพียงแค่มังสวิรัติ เน้นผัก-ผลไม้จะช่วยคุณลดอ้วน ลดน้ำหนักได้ดีเท่านั้น แต่อาหารบางอย่างก็สามารถช่วยเผาผลาญสลายไขมันหน้าท้องได้ดีไม่แพ้กัน แถมยังกระตุ้นฮอร์โมน ‘เมลาโทนิน’ ในร่างกาย ช่วยให้คุณซัดดาวน์หลับลึก-สนิทขึ้นตลอดคืน ไม่รู้สึกหิวตื่นกลางดึกอีกด้วย และนี่คือ 4 อาหารเซย์กู๊ดบาย พุงย้วยๆ ของคุณไปได้เลย ลดหน้าท้อง.

ลดหน้าท้อง
ลดหน้าท้อง หุ่นสวยเป๊ะเว่อร์ !
1. เนื้อปลา?

เมื่อคุณเริ่มไดเอท และห่วงเรื่องน้ำหนักมากขึ้น กลัวไขมันรอบเอวปรากฏ นั่นอาจทำให้คุณได้รับสารอาหารที่จำเป็นไม่เพียงพอ โดยเฉพาะโปรตีน และกรดไขมันโอเมก้า 3 (ที่มีอยู่ในปลา) ซึ่งคุณรู้ไหมว่าจริงๆ แล้ว มันเป็นอาหารเกรดเอที่ช่วยลดความอยากอาหารของคุณลงได้ ทำให้คุณรู้สึกเบื่อ เอียน แถมยังช่วยคุณเบิร์นแคลอรีมากกว่าที่คุณทานไขมัน และคาร์โบไฮเดรตเป็นไหนๆ ข้อสำคัญมันจะไปกระตุ้น ‘ต่อมไพเนียล’ ในสมองคุณให้สร้างฮอร์โมน ‘เมลาโทนิน’ ในตอนกลางคืน (ฮอร์โมนธรรมชาติในร่างกายที่จะช่วยควบคุมการนอนหลับ และตื่นนอน) ทำให้คุณรู้สึกง่วงนอน อยากพักผ่อนมากขึ้นลดหน้าท้อง

เมื่อคุณรู้สึกเพลียอยากพักผ่อน นั่นจึงทำให้คุณไม่รู้สึกหิวท้องร้องกลางดึก (ทานตอนดึก … สาเหตุของความอ้วน) ฉะนั้นหากคุณขาดโอเมก้า 3 มากๆ มันก็จะพลอยส่งผลให้คุณหลับไม่สนิท สุขภาพแย่ และรู้สึกหิวช่วงกลางดึกไปด้วย ในทางกลับกันถ้าคุณได้รับโอเมก้า 3 ที่เพียงพอ มันจะช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่ดีของหัวใจ และลดความเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อม !ลดหน้าท้อง

ปล. หากใครมีความเครียดสูงทำให้นอนหลับยาก ลองเลือกทานเมนูจากปลาทะเล (เมนูประจำสำหรับมื้อเย็น) ที่อุดมไปด้วยโอเมก้า 3, น้ำมันปลา, และแมกนีเซียม อย่างเช่น ข้าวต้มปลา ปลาผัดขึ้นฉ่าย ปลาย่างซีอิ๊ว ปลานึ่ง สเต๊กปลา ก็ช่วยลดระดับความเครียดลงได้ไม่น้อยนะ

2. ถั่วต่างๆ ?

โดยเฉพาะถั่วฝักยาว แหล่งอุดมแคลเซียม ฟอสฟอรัส และแมกนีเซียมระดับพรีเมี่ยม … ไม่เพียงมันจะช่วยบำรุงกระดูก และฟัน, ป้องกันโรคกระดูกพรุน, ควบคุมการทำงานของไต หากแต่ยังมีส่วนช่วยเผาผลาญไขมัน คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และทำให้คุณอยากทานอาหารน้อยลงกว่าเดิม รวมถึงช่วยแก้ปัญหาการนอนหลับของคุณให้หลับสนิทขึ้นตลอดคืนด้วย ยิ่งถ้าคุณทานถั่วฝักยาวทุกวัน มันจะช่วยคุณเบิร์นพลังงาน/ไขมันสะสมบริเวณหน้าท้อง ให้เพรียว-แบนราบลงอย่างเห็นได้ชัดเลยล่ะ

อย่างไรก็ดี มันช่วยลดอัตราการเกิดโรคต่างๆ หรือภาวะอื่นๆ ได้เช่นกัน (ต่อต้านระบบภูมิคุ้มกัน) อย่างโรคหัวใจ, โรคเบาหวาน และภาวะน้ำหนักตัวเกิน/โรคอ้วน หากคุณอยากทานถั่วประเภทอื่นๆ นอกจากถั่วฝักยาว เราแนะนำว่าควรทานถั่วที่ ‘ไม่ผ่านการทอด’ เพราะการทอดจะทำให้น้ำมันดูดซับเข้าไปในเนื้อถั่วจำนวนมาก เมื่อทานเข้าไปจะทำให้เกิดไขมันสะสมตามร่างกาย แต่ทว่าคุณควรเน้นทาน ‘ถั่วต้ม’ ที่ช่วยให้รู้สึกอิ่มได้นานกว่า …

3. นมสดลดหน้าท้อง

ใครว่า ‘นมสด’ ดีต่อสุขภาพแค่ช่วยบำรุงร่างกาย ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอเพียงอย่างเดียว จริงๆ มันยังมีอีกหนึ่งประโยชน์ซ่อนอยู่! จากผลการวิจัยพบว่า ผู้ที่บริโภค 100 มิลลิกรัมของแคลเซียมต่อวัน (ครึ่งถ้วยของโยเกิร์ตนุ่มๆ) จะสามารถลดสลายไขมันหน้าท้องลงได้ประมาณ 1 นิ้ว และช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มท้อง นอนหลับสนิทมากขึ้น (จนคุณรู้สึกพักผ่อนได้เต็มที่) ถึงแม้ระหว่างนอนหลับ คุณจะมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรือเป็นตะคริวขึ้นมา แต่เกลือแร่ และแคลเซียมจากนมสดก็จะช่วยคุณรีแล็กซ์เส้นประสาทกล้ามเนื้อ และเส้นประสาทนำความรู้สึก ให้คุณหลับลึกได้ดีตลอดคืน

เราแนะนำให้คุณเลือกดื่มนมอุ่นๆ ก่อนเข้านอนเป็นประจำทุกวัน เพราะมันจะช่วยสร้าง ‘เมลาโทนิน’ ให้กับร่างกาย คุณจะหลับสนิท และไม่รู้สึกหิวระหว่างนอนหลับ อีกทั้งแคลเซียมจะเข้าไปขัดขวางการสร้าง-สะสมไขมัน (ระหว่างนอนหลับ) เมื่อไขมันลดลง ร่างกายก็จะเกิดการเผาผลาญไขมันได้มากขึ้น …

4. ผลเชอร์รี่

?ถ้าคุณอยากหาอะไรเบาๆ รองท้องเข้านอนแล้ว ผลเชอร์รี่ ‘Montmorency’ ก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวนะ ทั้งมีสารประกอบในธรรมชาติอยู่ถึง 17 ชนิด ที่มีคุณสมบัติป้องกันการอักเสบต่างๆ บรรเทาโรคข้ออักเสบ, ช่วยผลิตฮอร์โมน ‘เมลาโทนิน’ ระหว่างการนอนหลับ ซึ่งจะช่วยให้คุณนอนหลับสบาย-สนิทขึ้นตลอดคืน (คุณภาพการนอนหลับดีขึ้น 5-6% และหลับได้นานขึ้นคืนละ 34 นาที) และไม่ทำให้คุณรู้สึกหิวจนต้องตื่นขึ้นกลางดึก แถมยังอุดมด้วยสารแอนติออกซิแดนท์ … สุดยอดตัวช่วยลดน้ำหนัก ที่ช่วยให้น้ำหนักของคุณลดลงอย่างน่าอัศจรรย์ด้วย ลดหน้าท้อง.

สิวอักเสบ 3 การรักษาสิวอักเสบหลักการรักษาสิวอักเสบ

สิวอักเสบ 3 การรักษาสิวอักเสบหลักการรักษาสิวอักเสบ ก็คือเราจะต้องเอาหัวหนองออกให้หมด จากนั้นจึงค่อยดูแลรักษาด้วยการรับประทานยาปฏิชีวนะหรือทายาภายนอก โดยการรักษาสิวอักเสบสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ สิวอักเสบ.

สิวอักเสบ

สิวอักเสบ 1 . สิวเป็นไต มีลักษณะเป็นตุ่มแดงและแข็ง เมื่อกดหรือสัมผัสจะรู้สึกเจ็บแต่ว่าไม่มีหัวหนอง เวลาล้างหน้าแล้วมือไปโดนนั้นเจ็บมาก ก่อให้เกิดความรำคาญและรักษาหายช้า อีกทั้งยังเห็นเป็นรอยนูนแดงชัดเจน สำหรับวิธีการรักษาคือให้แต้มยาทาสิวหรือสมุนไพรสำหรับทาสิวเพื่อลดการอักเสบ สิวจะค่อยๆ ยุบลงไปโดยไม่มีหัวหนอง แต่จะต้องใช้เวลานานพอสมควรสิวอักเสบ

2 . มีหัวหนองและหัวสิวยังไม่สุก วิธีการรักษาที่ดีที่สุดในระยะนี้คือ ควรกระตุ้นให้หัวสิวสุกโดยเร็วที่สุด เพราะเราจะต้องเอาหนองออกมาให้หมด แต่เพื่อเป็นการป้องกันเกิดรอยแผลเป็น ควรจะต้องเอาหนองออกในช่วงเวลาที่สิวสุก ด้วยการออกกำลังกายให้ร่างกายของเราเกิดความร้อนสิวอักเสบ

ซึ่งจะช่วยเร่งให้สิวสุกเป็นหนองเร็วมากขึ้น และเมื่อสิวสุกแล้วควรกดเอาหนองออกให้หมด จากนั้นใช้ครีมแต้มสิวทาบ่อยๆ ก็จะเริ่มตกสะเก็ดแล้วค่อยแต้มด้วยครีมลดรอยแผลเป็นจากสิว ทั้งนี้เราต้องไม่ลืมว่าการกดสิวจะต้องทำในช่วงที่สิวสุกเท่านั้น มิเช่นนั้นจะเกิดสิวหัวหนองซ้ำที่บริเวณเดิมๆ

3 . สิวสุก เราสามารถเจาะเอาหัวหนองออกให้หมดในระยะนี้ได้ ซึ่งสิวจะหายไปเองโดยไม่เกิดการติดเชื้อ หรืออาจจะทาครีมแต้มสิวและครีมลดรอย เพื่อป้องกันการเกิดแผลเป็นในระยะยาว

วิธีป้องกันสิวอักเสบเบื้องต้น

1 . เลิกสัมผัสใบหน้าด้วยมือ เราต้องเลิกแคะ แกะ หรือเกาบนใบหน้าด้วยมือเสียที เนื่องจากมือของเราที่สัมผัสผิวหน้ามักจะมีสิ่งสกปรกและเชื้อแบคทีเรียที่มองไม่เห็น ซึ่งถ้าหากมีสิวอยู่แล้วก็อาจจะทำให้เชื้อโรคเข้าสู่หัวสิวแล้วพัฒนาเป็นสิวอักเสบได้

2 . หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมบางชนิด โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Olive oil และ Lanolin หรือมีส่วนประกอบของน้ำมัน เพราะจะทำให้เกิดการอุดตันของรูขุมขนได้

3 . ล้างหน้าให้สะอาด เป็นการทำความสะอาดผิวหน้าเพื่อขจัดสิ่งสกปรกที่คั่งค้างหรืออุดตันในรูขุมขนออกให้มากที่สุด ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงการล้างหน้าบ่อยๆ เท่านั้น แต่ต้องล้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ จึงจะช่วยขับของเสียและน้ำมันที่ตกค้างบนผิวหน้าไม่ให้อุดตันจนกลายเป็นสิว

4 . เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ ที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบหลักและไม่ก่อให้เกิดสิว ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวหน้าประเภท Water – based หรือ Oil – free จะเหมาะกับผิวที่เป็นสิวมากกว่า เพราะผิวหน้าของเราต้องการความชุ่มชื้นมากกว่า เพื่อเป็นการสร้างความยืดหยุ่นเต่งตึงให้กับผิวพรรณ และไม่ก่อให้เกิดสิวเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย (Non – Comedogence)

5 . การมาส์กหน้าด้วยสมุนไพร เป็นการรักษาสิวอักเสบด้วยสมุนไพรจากธรรมชาติ โดยให้ประสิทธิภาพในการรักษาแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคน ดังนั้นเราจึงควรเลือกสูตรมาส์กหน้าให้เหมาะกับสภาพผิวของตนเองด้วยสมุนไพรรักษาสิว สิวอักเสบ.

วิตามินซี (Ascobic Acid) เป็นตัวช่วยที่จะทำให้ผิวขาวผุดผ่อง

วิตามินซี  (Ascobic Acid) เป็นตัวช่วยที่จะทำให้ผิวขาวผุดผ่อง กระจ่างใสเป็นธรรมชาติ ซึ่งวิตามินซีมีอยู่ในผักผลไม้หลากหลายชนิด และเป็นวิตามินซีที่ละลายน้ำได้ และนอกจากผิวพรรณแล้ว วิตามินซียังช่วยป้องกันโรคหวัด ภูมิแพ้ ป้องกันการติดเชื้อจากบาดแผล และช่วยสมานแผลให้หายเร็วขึ้น ยังสามารถป้องกันการเกิดโรคโลหิตจาง ช่วยให้ผิวหนังแข็งแรง ลดอาการฟกช้ำดำเขียว และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย
วิตามินซี.

วิตามินซี

วิตามินซี นอกจากนี้ วิตามินซี ยังมีประโยชน์ด้านอื่นๆ อีก คือ

-วิตามินซี ช่วยบรรเทาความรุนแรงและระยะเวลาของการเป็นโรคหวัด หากเริ่มรับประทาน วิตามินซี ตั้งแต่เริ่มแรกที่เห็นอาการของโรคหวัด จะช่วยให้อาการป่วยลดความรุนแรงและหายได้เร็วขึ้น มีการศึกษาเมื่อปี 1995 พบว่าหากรับประทาน วิตามินซี 1,000 ถึง 6,000 มิลลิกรัมต่อวันตั้งแต่เริ่มมีอาการของโรคหวัด จะช่วยให้หายได้เร็วขึ้น 21% แต่ก็ยังไม่มีรายงานว่า วิตามินซี สามารถช่วยป้องกันโรคหวัดได้

วิตามินซีช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้น เนื่องจาก วิตามินซี ช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมและรักษาตัวเองโดยการไปเสริมสร้างผนังเซล ทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง และต่อต้านอาการอักเสบ จึงทำให้แผลหายได้เร็วขึ้น ในทางกลับกันการขาด วิตามินซี ก็สงผลให้แผลให้ได้ช้าลงเช่นกัน

-หากรับประทาน วิตามินซีเป็นประจำทุกวัน มันจะช่วยให้เหงือกมีสุขภาพแข็งแรง โดย วิตามินซี จะไปช่วยรักษาเซลที่ถูกทำลายและช่วยให้แผลที่เหงือกหายเร็ว

-เพิ่มความต้านทานต่อ โรคหัวใจ โดยการไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมระดับ คลอเรสเตอรอล ในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรับประทานร่วมกับ วิตามินอี โดยมันจะไปลดการเกาะตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด

-เนื่องจาก วิตามินซี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี มันจึงอาจจะช่วยในการป้องกันและต่อสู้กับโรค มะเร็ง ได้ มีการศึกษาอย่างมากในเรื่องนี้แต่ก็ยังไม่ข้อสรุปที่ชัดเจน โดยยังมีการถกเถียงกันอย่างมากเกี่ยว วิตามินซี กับการป้องกันและต่อสู้กับโรค มะเร็ง

-ช่วยในการป้องกันโรคต้อกระจก เนื่องจาก วิตามินซี สามารถช่วยปกป้องเลนส์ตาจากอันตรายต่างๆ เช่น ควันบุหรี่ แสงอุลตร้าไวโอเลต ที่เป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดโรคต้อกระจก มีการศึกษาอันหนึ่งพบว่าผู้หญิงที่รับประทานวิตามินซีมาอย่างน้อย 10 ปี พบว่ามีความเสี่ยงที่จะมีอาการเลนส์ตาขุ่นมัวซึ่งเป็นอาการเริ่มแรกของโรคต้อกระจก ลดลงถึง 77%

-บรรเทาอาการแพ้ หอบหืด ไซนัส ทั้งนี้เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้ว วิตามินซี มีคุณสมบัติเป็นสารต่อต้านภูมิแพ้ต่างๆ เช่น ฝุ่นละออง เกษรดอกไม้ ซึ่งอาการแพ้เหล่านี้ก็เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของโรคไซนัส นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่า วิตามินซี ช่วยป้องกันและทำให้อาการหอบหืดดีขึ้น

-ช่วยป้องกันอาการไมเกรน เมื่อรับประทานร่วมกับ pantothenic acid โดย วิตามินซี จะไปช่วยร่างกายในการต่อสู้กับความเครียดได้ดีขึ้น

-ช่วยเรื่องความจำ โดย วิตามินซี จะไปช่วยรักษาสภาพของเซลประสาทและจะได้ผลดียิ่งขึ้นหากรับประทานร่วมกับอาหารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ เช่น วิตามินอี แคโรทีน กิงโกะไบโลบ้า และโคเอนไซม์ Q10

ขนาดที่รับประทาน
ในสภาวะปกติปริมาณที่แนะนำให้รับประทานคือ 60 มิลลิกรัมต่อวัน (แต่ในคนที่สูบบุหรี่ 200 มิลลิกรัมต่อวัน) อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารเสริมสุขภาพได้แนะนำว่าเพื่อประสิทธิภาพที่ดีต่อสุขภาพควรจะต้องรับประทานอย่างน้อย 100-200 มิลลิกรัมต่อวัน คนที่มีความเครียดควรรับประทานวันละ 500 มิลลิกรัมต่อวัน แต่หากต้องการผลในด้านการป้งกันโรคต่างๆ เช่น มะเร็ง ความชรา ควรจะรับประทาน 250 – 1,000 มิลลิกรัม วิตามินซี.

ลดความอ้วน ต้องรู้ก่อนลดน้ำหนักหลักการง่ายๆ ที่เราเน้นกันบ่อยๆ

ลดความอ้วน ต้องรู้ก่อนลดน้ำหนักหลักการง่ายๆ ที่เราเน้นกันบ่อยๆ ครับ ถ้าต้องการควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เปลี่ยนแปลง คุณควรรับประทานอาหารที่มีปริมาณแคลอรีเท่ากับที่ใช้ออกไปในแต่ละวัน น้ำหนักตัวที่ได้ก็จะมีค่าคงที่ ในกรณีที่ต้องการให้น้ำหนักตัวลดลง จำเป็นต้องใช้พลังงานออกไปมากกว่าการได้รับพลังงานเข้ามา ลดความอ้วน.

ลดความอ้วน

ลดความอ้วน ในทางตรงข้ามถ้ารับประทานอาหารเข้าไปมากเกินความต้องการของร่างกาย พลังงานหรือแคลอรีส่วนเกินจะถูกเก็บสะสมในรูปของไขมัน พบว่าการเผาผลาญไขมัน 0.45 กิโลกรัม (1 ปอนด์) จำเป็นต้องใช้พลังงานถึง 3,500 แคลอรีโดยประมาณเชียวครับ

การลดน้ำหนักให้ได้ผล ควรประกอบไปด้วย 3 วิธีดังนี้ลดความอ้วน

1. ลดปริมาณอาหารหรือแคลอรีที่รับประทานเข้าไปให้ต่ำกว่าปกติ แต่รักษาระดับของการทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายให้คงที่

2. รักษาระดับของอาหารหรือแคลอรีที่รับประทานเข้าไปให้คงที่ แต่เพิ่มการใช้พลังงานมากขึ้นกว่าปกติลดความอ้วน

3. ปริมาณอาหารหรือแคลอรีที่รับประทานเข้าไปลง และเพิ่มการใช้พลังงานมากขึ้นในแต่ละวัน

ข้อควรจำ : น้ำหนักที่เหมาะสมในการลดน้ำหนักควรอยู่ระหว่าง 0.45-0.90 กิโลกรัม (1-2 ปอนด์) ต่อสัปดาห์ จะไม่มีผลต่อการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ และไม่ทำให้ร่างกายเกิดความเครียดมากเกินไปลดความอ้วน.

ลดต้นขา แม้แต่รูปร่างก็ต้องเป๊ะทุกสัดส่วนตั้งแต่ทรวดทรงองค์เอว

ลดต้นขา  แม้แต่รูปร่างก็ต้องเป๊ะทุกสัดส่วนตั้งแต่ทรวดทรงองค์เอว จนไปถึงเรียวขา จะมาเป็นสาวหน้าสวยแต่น่องตันก็คงไม่งามสักเท่าไร ดังนั้นเราจึงควรดูแลเรียวขาให้เรียบเนียนและกระชับได้สัดส่วนที่ดีอยู่เสมอ ด้วยวิธีลดต้นขาดังต่อไปนี้ ลดต้นขา.

ลดต้นขา
ลดต้นขา 1. ลดต้นขา ลดแป้งและไขมัน

ลดต้นขา ควรรับประทานอาหารตามหลักโภชนาการให้ครบทั้ง 3 มื้อ แต่เน้นผักและผลไม้สด รับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์และนมแค่พอดี โดยหลีกเลี่ยงอาหารประเภทข้าวหรือแป้งขัดสี อาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูง เพื่อป้องกันการสะสมไขมันส่วนเกินในร่างกาย นอกจากนี้ควรดื่มเปล่าอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว

2. ออกกำลังกายลดต้นขา อย่างสม่ำเสมอ

ออกกำลังกายลดต้นขา ออกกำลังกายวันละ 15 – 30 นาที หรือสัปดาห์ละ 3 ครั้ง เพื่อเผาผลาญพลังงานและไขมันส่วนเกินในร่างกาย โดยเน้นท่าออกกำลังกายตรงส่วนขาให้มากๆ อย่างเช่น การปั่นจักรยาน กระโดดเชือก เวทเทรนนิ่ง หรือเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเล็กๆ น้อยๆ เช่น ขึ้นบันได้แทนการใช้ลิฟต์ในที่ทำงาน เป็นต้น

3. โยคะ

โยคะลดต้นขา หนึ่งในการออกกำลังกายที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่ผู้หญิง เนื่องจากช่วยลดการบาดเจ็บจากการออกกำลังกายแบบอื่นๆ ได้พอสมควร และยังมีอีกหลายๆ ท่า ที่สามารถช่วยกระชับต้นขาอย่างได้ผล เมื่อปฏิบัติเป็นประจำและสม่ำเสมอ

4. นวดลดต้นขา เพื่อสลายเซลลูไลต์

นวดลดต้นขา ใช้เจลลดต้นขาหรือครีมลดต้นขาหรือครีมกระชับต้นขา นำมานวดบริเวณต้นขาประมาณ 20 – 30 นาทีต่อวัน เพื่อให้สารสกัดและส่วนประกอบต่างๆ ซึมซาบลงสู่ชั้นใต้ผิวหนัง และเข้าไปสลายไขมันและเซลลูไลต์ที่สะสมตามต้นขา จึงทำให้ต้นขากระชับและเล็กลง

5. เครื่องออกกำลังกายลดต้นขา

เครื่องออกกำลังกายลดต้นขา การออกกำลังที่มีอุปกรณ์ช่วยทำให้การลดต้นขานั้นสนุกและง่ายมากขึ้น ซึ่งมีหลากหลายชนิดให้เลือก แต่อุปกรณ์ที่น่าแนะนำมากที่สุดก็คือ “จักรยานไฟฟ้า” หรือ “เครื่องบริหารช่วงขา” เนื่องจากหาซื้อได้ง่ายและราคาไม่สูงมากลดต้นขา

6. กางเกงลดต้นขา

กางเกงลดต้นขา เป็นกางเกงที่ผลิตจากผ้าไนลอน มีลักษณะคล้ายกางเกงเลกกิ้งผสมกับถุงน่อง เมื่อสวมใส่เข้าไปจะช่วยยกเก็บกระชับต้นขาที่หย่อนคล้อยให้ดูเรียวขึ้น จากนั้นจึงค่อยสวมทับด้วยกางเกงขายาวหรือกระโปรงยาว ซึ่งวิธีนี้จะเห็นผลเฉพาะตอนที่สวมใส่กางเกงลดต้นขาเท่านั้น

7. ดูดไขมันลดต้นขา

ดูดไขมันลดต้นขา วิธีนี้ได้ผลลัพธ์ที่ดีมาก แต่ถ้าไม่ควบคุมอาหารหรือออกกำลังกายก็จะเกิดการสะสมไขมันขึ้นมาใหม่ รวมถึงยังมีค่าใช้จ่ายสูงและค่อนข้างเจ็บตัวพอสมควร โดยใช้เทคโนโลยีคลื่นเสียง (Ultrasound) เข้าไปทำให้ไขมันแตกตัวหรือสลายกลายเป็นของเหลว จากนั้นจึงใช้เครื่องดูดของเหลวนั้นออกมา

8. ฉีดโบทอกซ์ลดต้นขา

ฉีดโบทอกซ์ลดต้นขา การฉีดโบทอกซ์หรือ Botulinum Toxin เหมาะสำหรับผู้ที่มีต้นขาใหญ่อันเนื่องมาจากกล้ามเนื้อเท่านั้น เมื่อหลังจากฉีดได้ประมาณ 1 – 2 เดือน ก็จะเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนว่าต้นขาเล็กลงนั่นเอง และควรฉีดซ้ำทุก 4 – 6 เดือนลดต้นขา

9. ทำคาร์บ็อกซี่ลดต้นขา

ทำคาร์บ็อกซี่ลดต้นขา Carboxy Therapy เป็นเทคนิคการฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปที่ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง เพื่อให้เกิดปฏิกิริยาเร่งสลายไขมัน ขณะเดินก๊าซจะรู้สึกเจ็บยุบยิบๆ วิธีนี้จะเห็นผลเพียงใดขึ้นอยู่กับผู้ที่รับการบริการด้วย และอาจจะต้องทำซ้ำ 3 – 4 ครั้ง

10. ฉีดลดต้นขา

ฉีดลดต้นขา เรียกว่า Lipodissolve เป็นการฉีดกลุ่มตัวยาที่มีสรรพคุณในการสลายไขมันเข้าไปที่ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ทำให้ผนังไขมันเกิดการแตกตัวกลายเป็นไขมันเหลว จากนั้นร่างกายก็จะดูดซึมกลับไป ซึ่งวิธีนี้จะต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพราะการฉีดแต่ละครั้งจะสลายไขมันได้แค่เพียงบางส่วน ลดต้นขา.